วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

การล้างพิษ (Detoxification)

การล้างพิษ (Detoxification)

คุณรู้ไหม การกินอาหารผิดๆ อากาศเป็นพิษที่เราหายใจเข้าไป เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ตลอดจนความเครียด รวมทั้งปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายของเราซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา ล้วนแต่ทำให้เกิด ท็อกซิน (TOXIN) ขึ้นในตัวเราทั้งนั้น

ในภาวะปัจจุบัน มีหลายปัจจัยที่ทำให้เราต้องเลือกกิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าสู่ร่างกายแล้ว ย่อมมีผลตามมาทั้งสิ้น อาหารชนิดเดียวกันบางครั้ง ก็มีทั้งคุณทั้งโทษ ขอแนะการใช้ล้างพิษในร่างกาย ซึ่งในช่วงเวลาที่สังคมรอบตัวเรากลายแวดล้อมไปด้วยความเร่งด่วน พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มนุษย์จึงเคลื่อนไหวน้อยลงทุกที ไม่เพียงเท่านั้น วิถีชีวิตของมนุษย์ยังเต็มไปด้วยพิษ ไม่เพียงแต่มลพิษของสิ่งแวดล้อม ภายในร่างกายยังมีสารพัดมลพิษ อาทิ น้ำตาลในเลือด คอเลสเทอรอล และสารพิษอื่นๆ
กระบวนการล้างพิษจึงเกิดขึ้นมาเพื่อล้างพิษ ในร่างกายของคนเรา โดยอยู่ภายใต้ความเชื่อว่า การมีสุขภาพดีที่จำเป็นต้องบำรุงรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ เราจึงควรล้างพิษผ่านวิธีทั้ง 5 ได้แก่ การกินเพื่อล้างพิษ อดเพื่อล้างพิษ ฝึกลมปราณเพื่อล้างพิษ ฝึกสมาธิเพื่อล้างพิษทางจิตใจ และสวนลำไส้เพื่อล้างพิษ เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูสุขภาพเป็นไปอย่างครบถ้วน

การล้างพิษ หรือ detoxify ในภาษาอังกฤษ แปลว่าการขับเอาสารที่เป็นพิษออกจากร่างกาย แต่การล้างพิษไม่ได้หมายความว่าให้เอาสารอะไรไปล้างอะไร แต่ใช้วิธีส่งเสริม หรือเร่งให้ร่างกายขับล้างพิษออกไปให้มากกว่าปกติ การล้างพิษมีหลายวิธี วิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือ การอด

คำว่า อด โดยคำจำกัดความแปลว่า กินให้น้อยกว่า 800 แคลอรี่ต่อวัน ดังนั้นการอดจึงมีหลายวิธี จะกินผลไม้ทั้งวัน ดื่มน้ำผลไม้ทั้งวันหรือกินผลไม้และดื่มน้ำผลไม้ทั้งวันก็ได้ ดื่มน้ำเปล่าๆ ทั้งวันก็ได้ หรือจะไม่กินอะไรเลยทั้งวันก็ได้ แต่ถ้าหากคุณจะเริ่มอดแนะนำให้ใช้วิธีกินผลไม้อย่างเดียว และแนะนำให้อดเพียงวันเดียว (24 ชั่วโมง)

การล้างพิษ คือ กระบวนการกำจัดของเสียและสารพิษแปลกปลอมที่ตกค้างอยู่ภายในร่างกายให้หมดไป ระบบขับถ่าย (ล้างพิษ) จะเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มตื่นขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งร่างกายของเราจะพร้อมขับถ่ายภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ตื่นนอน และหากผ่านหนึ่งชั่วโมงไปแล้วร่างกายของเรายังไม่ได้ขับถ่ายของเสียออกไป ระบบขับถ่ายก็จะหยุดทำงานลงชั่วคราว

แต่ทั้งนี้การที่ร่างกายมีความคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดในระบบการล้างพิษไปบ้างสักวันสองวันนั้น (ไม่อาจขับถ่ายได้ตามปกติหลังจากที่ตื่นนอนตอนเช้า ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม) จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบภายในร่างกายเท่าใดนัก และไม่ถึงกับทำให้ร่างกายล้มป่วยได้ทันที แต่เราก็ไม่ควรชะล่าใจ ซึ่งเมื่อผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว เราควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กลับเข้าสู่การล้างพิษตามระบบตามธรรมชาติโดยทันที เพื่อที่ระบบการล้างพิษภายในร่างกายจะยังไม่ถึงกับเสียสมดุลไป เพราะหากปล่อยพฤติกรรมเช่นนี้ทิ้งไว้นานๆ ร่างกายจะเริ่มเสียสมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ และนำไปสู่อาการเจ็บป่วยได้ในที่สุด

นอกจากนี้วิถีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการกินการอยู่ของคนเราในแต่ละวันยังอาจส่งผลกระทบให้ระบบการล้างพิษภายในร่างกายทำงานผิดปกติไป จึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณของเสียและสารพิษภายในร่างกายมีมากเกินกว่าที่ระบบการล้างพิษตามธรรมชาติจะสามารถจัดการกับตัวของมันเองได้ (ร่างกายไม่สามารถล้างพิษได้เองตามธรรมชาติ) ซึ่งหากว่าร่างกายของเรามีของเสียและสารพิษเหล่านั้นสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ย่อมเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานา ตั้งแต่โรคเรื้อรังทั้งหลายไปจนถึงโรคมะเร็ง

อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำมูก น้ำลาย ขี้ตา ขี้ฟัน อาเจียน เรอ ผายลม หาว ฯลฯ ล้วนเป็นผลของกระบวนการล้างพิษของร่างกายตามธรรมชาติทั้งสิ้น ดังนั้นหากเราเข้าใจถึงระบบการล้างพิษ (ขับพิษ) ภายในร่างกายของเราอย่างถ่องแท้แล้ว เราย่อมสามารถเอาชนะพิษร้ายทั้งหลายที่อยู่ภายในตัวของเราได้โดยไม่ยาก

โดยปกติแล้วถ้าภายในร่างกายของเรามีของเสียและสารพิษสะสมในปริมาณที่เป็นอันตรายถึงขั้นที่จะสามารถก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นได้ ร่างกายย่อมจะส่งสัญญาณเตือนออกมาให้เราได้รับทราบว่ามันกำลังต้องการความช่วยเหลือและความเอาใจใส่จากเรา เสมือนเป็นสัญญาณเพื่อบ่งบอกให้เราทราบล่วงหน้าว่าถึงเวลาที่เราจะต้องดูแลเอาใจใส่ตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการล้างพิษเพื่อขับของเสียและสารพิษให้ออกไปจากร่างกาย ซึ่งมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

ร่างกายอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง เซื่องซึม หดหู่ใจ ไม่กระปรี้กระเปร่า มีอาการของโรคภูมิแพ้ มักแพ้อะไรง่าย เช่น แพ้กลิ่นต่างๆ แพ้อากาศบ่อยๆ ฯลฯ มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้ไม่สบายหรือเป็นหวัดได้ง่าย ปวดศีรษะ มึนงงบ่อยๆ หรืออาจปวดถึงขั้นเป็นไมเกรน มีสิวและผดผื่นขึ้น นอนหลับยาก หรือรู้สึกว่านอนไม่พอ มีกลิ่นปาก หรือมีแผลในช่องปาก จุกเสียด แน่นท้อง ปวดท้องเป็นประจำ เนื่องจากระบบการย่อยอาหารมีปัญหา มักเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ระบบขับถ่ายมีปัญหา ท้องผูกเป็นประจำ หรือท้องเสียง่าย เป็นริดสีดวงทวาร เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อารมณ์แปรปรวนง่าย ประสาทตึงเครียด ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยง่าย ผิวแห้งและหยาบกร้าน ดูแก่กว่าวัย มักปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อหรือข้อต่อต่างๆ ขี้ลืม สมองไม่ปลอดโปร่ง คิดอะไรไม่ค่อยออก ฯลฯ

เราคงได้ยินกันมานานกับคำว่าล้างพิษ แม้ช่วงหลังจะไม่ค่อยฮิตเหมือนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในกระแส เพราะยังเป็นที่สนใจสำหรับคนที่อยากลดความอ้วน จึงขอนำเสนอทางเลือกหนึ่งในการล้างพิษ จากหลากหลายวิธี

เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายไม่สามารถจัดการล้างพิษให้กับตัวเองตามระบบธรรมชาติได้ ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเข้าไปช่วยสร้างกระบวนการล้างพิษให้กับร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันได้มีวิธีการล้างพิษในหลายๆ รูปแบบด้วยกัน ดังต่อไปนี้

1. การทำดีท็อกซ์ (หรือการสวนทวาร) ซึ่งถือเป็นวิธีการล้างพิษที่ตกค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ก็ควรจะต้องมีการศึกษาข้อมูลและขั้นตอนการปฏิบัติให้ละเอียดก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง

2. การล้างพิษด้วยน้ำ โดยการดื่มน้ำเปล่าในตอนเช้าหลังจากที่ตื่นนอน หรือการดื่มน้ำสมุนไพรอุ่นๆ ทั้งวันแทนการดื่มเครื่องดื่มที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ฯลฯ ซึ่งจะสามารถล้างพิษที่ตกค้างอยู่ในระบบของเหลวภายในร่างกาย (ระบบเลือด น้ำเหลือง ฯลฯ) ด้วยการขับสารพิษออกมาทางเหงื่อ และปัสสาวะ ซึ่งการล้างพิษด้วยน้ำ มี การล้างพิษน้ำด้วยแร่ธรรมชาติ 5 ขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้

2.1 ให้ความชุ่มชื่นแก่ร่างกายดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร เพราะจะช่วยทำความสะอาดระบบภายในร่างกายและขับออกสู่ภายนอก เลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเอเวียงจะทำให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์สูงสุดเพราะเป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ที่ผ่านการกลั่นกรองจากชั้นหินที่อุดมด้วยแร่ธาตุในเทือกเขาแอลป์ ทำให้ร่างกายและจิตใจรู้สึกสดใสอ่อนเยาว์ ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้น

2.2 เปลี่ยนนิสัยการรับประทานรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเลือกแต่อาหารธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป และกำจัดอาหารขยะออกไปจากชีวิต เพราะอาหารขยะมีสารเคมีและวัตถุกันเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ อีกทั้งยังไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย แคลอรีที่ร่างกายได้รับจึงเป็นแคลอรีไร้ประโยชน์

2.3 นอนหลับเพื่อความงามนอนหลับให้ได้ 6-8 ชั่วโมงในแต่ละคืน เพราะเป็นโอกาสที่ร่างกายจะได้พักผ่อนและได้รับการฟื้นฟู พยายามอย่านอนดึก และอย่าลืมดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเอเวียงก่อนเข้านอน และดื่มอีกครั้งแก้วใหญ่ๆ เต็มๆ สักแก้วเมื่อเริ่มต้นเช้าวันใหม่

2.4 ฟิตร่างกายการออกกำลังจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยรักษารูปร่าง ออกกำลังกายแต่พอดี อย่าหักโหมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่คุณกำลังล้างพิษ และควรดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเอเวียงก่อนและดื่มเป็นระยะๆ ตลอดการออกกำลังกาย

2.5 ปลุกความสดใสให้ผิวพรรณเมื่อไรก็ตามที่คุณละเลยการดูแลตัวเอง ผิวของคุณก็จะฟ้อง การล้างพิษจะช่วยให้ของคุณกลับมาเปล่งปลั่งสดใสดังเดิม ใช้สเปรย์น้ำแร่พ่นเบาๆ ให้ทั่วผิวหน้าจะช่วยเพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวาและยังช่วยให้เครื่องสำอางของคุณติดทนนานตลอดวัน

3. การล้างพิษด้วยกระบวนการหายใจที่ถูกต้อง เช่น วิธีการหายใจแบบโยคี คือ หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องแฟบ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายได้รับก๊าซออกซิเจนในปริมาณมากขึ้นแล้ว ยังสามารถไล่อากาศเสียภายในร่างกายออกไปได้มากกว่าเดิมอีกด้วย นอกเหนือไปจากนี้ก็ยังมีการล้างพิษในรูปแบบอื่นๆ อีกอาทิเช่น การล้างพิษด้วยการ อดอาหาร การใช้พิษล้างพิษ การล้างพิษด้วยการกระตุ้นจักระภายในร่างกาย ฯลฯ

หลังจากที่ของเสียและสารพิษภายในร่างกายถูกขับออกไปแล้ว ร่างกายก็จะกลับคืนสู่สภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุลก็ย่อมห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง


เอกสารอ้างอิง
๑. บูรพา ผดุงไทย, กินอย่างฤๅษีล้างพิษ พิชิตโรค, หจก. ส เจริญการพิมพ์, พ.ศ. ๒๕๕๐, พิมพ์ครั้งที่ 1 ดึงข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/
หมวดหมู่ที่ซ่อนอยู่: หน้าที่ยังไม่ได้จัดหมวดหมู่
๒. http://www.elib-online.com/doctors46/general_fruit001.html
๓. http://guru.sanook.com/pedia/topic
๔. http://healthyzone.site50.net/main1.html
๕. www.friendship1988.th.gs/.../Index14.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น