วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

ซูเปอร์ฟู้ดต้านมะเร็งจริงหรือ


ซูเปอร์ฟู้ดต้านมะเร็งจริงหรือ



ผลวิจัยใหม่นี้อาจทำให้หลายคนต้องร้อง อ้าวดังๆ เมื่อผักผลไม้อย่างบลูเบอร์รี่ และบร็อกโคลี ที่เคยเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งช่วยให้สุขภาพดี และเรียกกันว่า ซูเปอร์ฟู้ด เพราะป้องกันโมเลกุลออกซิเจน หรืออนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์ แต่ล่าสุด ดร.เจมส์ วัตสัน เจ้าของรางวัลโนเบล วัย 84 ปี หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่ช่วยค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอ กล่าวว่า ซูเปอร์ฟู้ดและอาหารเสริมต้านมะเร็งที่นิยมกันมาก นอกจากไม่ได้ช่วยป้องกันแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเสียด้วยซ้ำ


ดร.วัตสัน ซึ่งเขียนบทความลงวารสาร รอยัล โซไซตี้ ในอังกฤษ กล่าวว่า การหาหนทางรักษาโรคมะเร็งหลายชนิดจะยังอยู่อีกไกล หากนักวิทยาศาสตร์ไม่ทบทวนบทบาทของอนุมูลอิสระ วิตามินเม็ดและอาหารอย่างบลูเบอร์รี่และบร็อกโคลี เนื่องจากอนุมูลอิสระไม่เพียงช่วยควบคุมเซลล์ที่ป่วย แต่ยังเป็นตัวช่วยให้การบำบัดมะเร็ง อาทิ รังสีบำบัด มีประสิทธิภาพอีกด้วย เมื่อเป็นดังนี้ แอนตี้ออกซิแดนส์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระ จึงอาจเป็นสาเหตุให้มะเร็งขยายตัวมากกว่าช่วยป้องกัน



นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ กล่าวว่า ข้อมูลเมื่อเร็วๆ นี้บ่งว่า มะเร็งระยะที่ไม่สามารถรักษาได้อาจเกิดขึ้นจากผู้ป่วยมีสารต้านอนุมูลอิสระมากเกินไป จึงถึงเวลาที่จะต้องตั้งคำถามจริงจังว่า สารต้านอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุมากกว่าป้องกันหรือไม่ นอกจากนี้ ผลการศึกษาหลายชิ้นก็พบว่า ตัวต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามิเอ ซี อี และธาตุซีลีเนียม ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารหรือยืดอายุ กลับกันดูเหมือนทำให้คนที่รับประทานอายุสั้นลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินอี



ดร.วัตสัน ที่ระบุว่าทฤษฎีของเขาเป็นงานสำคัญยิ่งนับจากการค้นพบดีเอ็นเอร่วมกับเพื่อนนักวิจัยชาวอังกฤษเมื่อปี 2496 กล่าวย้ำว่า บลูเบอร์รี่อาจรสชาติดี แต่ไม่ช่วยป้องกันมะเร็ง



ด้าน ศ.นิค โจนส์ จากสถาบันวิจัยมะเร็งอังกฤษ
เห็นด้วยกับผลการศึกษาที่พบว่า สารต้านอนุมูลอิสระไม่ช่วยป้องกันมะเร็งในคนสุขภาพดี และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายนี้อีกเล็กน้อย ร่างกายควรได้รับวิตามินและแร่ธาตุผ่านการรับประทานอย่างถูกหลักโภชนาการและสมดุลมากกว่า


ที่มา
http://variety.teenee.com/foodforbrain/49695.html

แพทย์จีนแนะกินอาหารให้เป็นยาช่วยต้านมะเร็ง

แพทย์จีนแนะกินอาหารให้เป็นยาช่วยต้านมะเร็ง

ตามตำรายาโบราณของจีน มีข้อมูลสำคัญที่กล่าวถึงการจำแนกรูปแบบอาหารจีนออกเป็น 4 คุณลักษณะ คือ หนาว ร้อน อุ่น เย็น และมีรสชาติ 5 ชนิด คือ เปรี้ยว ขม หวาน เผ็ดร้อน เค็ม ตามทฤษฎีของแพทย์แผนโบราณจีนถือว่า อาหารรสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำ ดับกระหาย ระงับเหงื่อ อาหารรสหวานมีสรรพคุณสำคัญด้านการบำรุง อาหารรสขมช่วยระบายท้อง แก้ร้อนใน อาหารที่มีลักษณะเย็นเหมาะกับผู้ป่วยธาตุร้อน ส่วนอาหารที่มีลักษณะอุ่นร้อนเหมาะกับผู้ป่วยธาตุเย็น เป็นต้น

แพทย์จีน มาลิน ปิยะชินวรรณ จากสมาคมศาสตร์การแพทย์แผนจีนในประเทศไทย กล่าวว่า “อาหารเป็นสาเหตุหลักของความเจ็บป่วย รวมถึงความมีอายุวัฒนะและสุขภาพที่ดี การใช้อาหารหรือสมุนไพรเพื่อรักษาโรคมะเร็งนั้น มีความสัมพันธ์กับระบบการปรับความสมดุลภายในร่างกาย เช่น อาหารหรือสมุนไพรประเภทบำรุงกำลังจะมีความสัมพันธ์กับความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน อาหารหรือสมุนไพรประเภทลดความร้อน ขับเหงื่อ มีความสัมพันธ์กับการปรับอุณหภูมิของร่างกาย อาหารหรือสมุนไพรประเภทช่วยการไหลเวียน การขับน้ำ การระบาย มีความสัมพันธ์กับความดันของระบบไหลเวียน ความสมดุลระหว่างกรดและด่าง เป็นต้น”

“ผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้น เนื่องจากสารพิษซึ่งเกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง การรักษา และสภาวะทางจิตใจที่วิตกกังวล ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบย่อยอาหารรวมถึงระบบดูดซึมทำงานน้อยลง นอกจากนี้ เมื่อระบบย่อยถูกรุกรานจากมะเร็ง เช่น ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน ยิ่งส่งผลต่อความสามารถในการย่อยอาหารของผู้ป่วย จนทำให้ผู้ป่วยขาดสารอาหารในที่สุด

นอกจากนี้ ในกระบวนการที่เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตและแพร่กระจายอยู่นั้น
เซลล์มะเร็งจะแย่งดูดรับสารอาหารและพลังงานจำนวนมากจากร่างกาย เมื่อพลังงานและสารอาหารถูกแย่งออกไปเป็นจำนวนมาก แต่ปริมาณการดูดซึมเข้ากลับลดน้อยลง ร่างกายจึงขาดความสมดุล ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการแสดงออกของโรคที่รุนแรงขึ้น แต่หากใช้วิธีรักษาด้วยอาหารและสมุนไพรแบบจีน ไม่เพียงแต่สามารถชดเชยสารอาหารที่สูญเสียไป ยังสามารถอาศัยสรรพคุณในการเสริมภูมิคุ้มกันของสมุนไพรมาช่วยในการรักษาโรคมะเร็งได้”


ที่มา
http://variety.teenee.com/foodforbrain/49941.html

สารสกัดเห็ด"อวิ๋นจือ" วิจัยทางเลือกสู้มะเร็ง

คนไทยตายเพราะมะเร็งเป็นอันดับหนึ่งนานติดต่อกันกว่า 10 ปีแล้ว
ล่าสุด ศ.คิว วาย หยาง ผอ.มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ วิจัยพบว่า "สาร PSP" ซึ่งสกัดได้จาก "เห็ดอวิ๋นจือ" มีถิ่นฐานอยู่ในเมืองจีน สามารถปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการนำไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติม โดยแพทย์และเภสัชกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็งในหลายประเทศ

นอกจากมีงานวิจัยหลายชิ้นในสัตว์ทดลอง ยังมีการศึกษาทดลองใช้ในคน หรือการศึกษาทางคลินิกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
ได้เปิดเผยข้อมูลและให้การรับรองผลการวิจัยจากหลายสถาบัน ถึงคุณสมบัติสารสกัด PSP ที่ช่วยลดผลข้างเคียงของผู้ป่วยมะเร็งอันเกิดจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการฉายรังสี ทำให้ผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และที่สำคัญ เป็นความหวังใหม่ในการต่อสู้กับมะเร็ง เพราะอาจทำให้เซลล์ของโรคร้ายนี้เล็กลง ไปจนถึงยุติการลุกลามได้ในที่สุด

"เห็ดอวิ๋นจือ" ซึ่งมีชื่อคล้ายกับเห็ดหลินจือ แต่เป็นคนละประเภทกันนั้น ศ.ดร.โจเซฟ วู อาจารย์และนักวิจัยภาควิชาชีวเคมีและชีวโมเลกุล แห่งนิวยอร์ก เมดิคัล คอลเลจ สหรัฐ อเมริกา ให้ข้อมูลจากการศึกษาว่าเป็นเห็ดที่มีความพิเศษเฉพาะในการบำรุง เสริมสร้างร่างกาย มีลักษณะเหมือนเกลียวเมฆ จึงเป็นที่มาของชื่อ "Cloud Mushroom"
โดยมีชื่อทางวิทยา ศาสตร์ว่า "Coriolus versicolor" สายพันธุ์ COV-1
จากที่มีอยู่ทั้งหมด 80 กว่าสายพันธุ์ และพัฒนาวิธีสกัดสารด้วยเทคนิคเฉพาะ จนได้สารสำคัญชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า "PSP" (Polysaccharopeptide) เป็นสารที่มีไม่กี่ชนิดในโลก เริ่มแพร่หลายไปในกลุ่มคนทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย และนิวซีแลนด์

โดยประสิทธิภาพสาร "PSP" ที่ศ.ดร.โจเซฟ วู ระบุมีอยู่ 3 ประการ คือ 1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย 2. ช่วยลดผลข้างเคียงจากการรับเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี ให้ผู้ป่วยมะเร็งมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และ 3. ทำให้เซลล์มะเร็งเล็กลง และลดความเสี่ยงในการเป็นซ้ำหรือเกิดการแพร่กระจาย

ส่วนผลการวิจัยจาก ศ.ดร.โจเซฟ กุกเลียเอลโม่ หัวหน้าภาควิชาเภสัชกรรมคลินิก ม.แคลิฟอร์ เนีย สหรัฐอเมริกา

บ่งชี้อีกว่า สารสกัด "PSP" จาก "เห็ดอวิ๋นจือ" ใช้ร่วมกับยารักษามะเร็งแผนปัจจุบัน และแผนทางเลือกอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัย ถ้าเลือกใช้ถูกกับโรคแล้วมักได้ผลดีมากกว่าผลเสีย
นพ.คุง เซง เหลียง ผอ. The Integrated Clinic Ltd. ฮ่องกง ผู้เชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้การแพทย์แผนจีนผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน
บอกว่า ผลการศึกษาสารสกัดจากเห็ดอวิ๋นจือพบว่าช่วยส่งเสริมการรักษาได้ และตรงกับแนวคิด คือ เสริมภูมิ ลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด และเพิ่มพลังงาน
ที่มา
http://variety.teenee.com/foodforbrain/49837.html

รู้ทันมะเร็งเต้านม ตัด - เติมเต้านมใหม่อย่างไรให้ไม่ทำร้ายจิตใจผู้หญิง


รู้ทันมะเร็งเต้านม ตัด - เติมเต้านมใหม่อย่างไรให้ไม่ทำร้ายจิตใจผู้หญิง

หากมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าคงไม่มีผู้หญิงคนใดอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยเต้านมเพียงข้างเดียวทำให้การผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันนอกจากมุ่งเน้นการรักษาให้หายจากโรคแล้ว ยังคำนึงถึงเรื่องของจิตใจผู้ป่วยมากขึ้นจึงได้พัฒนาการผ่าตัดแบบคงความสวยงามของเต้านมไว้ ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องช้ำใจกับร่องรอยของโรคมะเร็งจากการสูญเสียเต้านม ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญอันเป็นสัญญลักษณ์ของผู้หญิง วันนี้ เราจึงมีบทความดี ๆ จากโรงพยาบาลเวชธานี เกี่ยวกับการรักษามะเร็งเต้านมมาฝากกันค่ะ
      
        โดย ผศ.พญ.เยาวนุช คงด่านผู้อำนวยการ Breast Center โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงแนวทางในการรักษามะเร็งเต้านมโดยทั่วไปว่าการรักษามะเร็งเต้านมจะประกอบด้วย5วิธีได้แก่1.การผ่าตัด 2.การฉายแสง 3.การให้ยาเคมีบัด4.การให้ยาต้านฮอร์โมน 5.การรักษาด้วยยาที่เป้าหมายมะเร็ง
      
        "หากจะรักษามะเร็งให้หาย การผ่าตัดเป็นด่านแรกที่สำคัญ มีคำพูดที่ว่าการรักษามะเร็งเต้านมถ้า NO SURGERY NO CURE หากหวังว่าจะหายจากมะเร็งต้องสามารถตัดมะเร็งออกได้หมด สำหรับการผ่าตัดจะประกอบด้วยการผ่าตัดเต้านมและผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้เพื่อดูว่ามีมะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ และยังเป็นการควบคุมโรคด้วย เดิมการเลาะต่อมน้ำเหลืองจะทำการเลาะต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดออกมาตรวจ การทำวิธีนี้มีผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่ทำให้แขนข้างเดียวกันบวมได้ง่าย ทำให้มีการพัฒนาวิธีการหาต่อมน้ำเหลือง ด้วยการฉีดสารไปที่ตำแหน่งของมะเร็งและทำการผ่าตัดติดตามทางเดินน้ำเหลืองว่าไปต่อมน้ำเหลืองไหนเป็นต่อมแรก นำต่อมนี้มาตรวจเพียงต่อมเดียว หากไม่มีมะเร็ง ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะเลอะต่อมน้ำเหลืองที่เหลือ วิธีนี้เรียกว่าการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล ทำให้ลดข้อแทรกซ้อนเรื่องการเกิดแขนบวมได้มาก"
      
        ส่วนการผ่าตัดเต้านมในปัจจุบันมี 2แบบ คือการผ่าตัดแบบเก็บเต้านม และการตัดเต้านม การจะเลือกผ่าตัดด้วยวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วย
      
       แบบแรก เป็นการผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่พบก้อนในเต้านมอยู่ตำแหน่งเดียวไม่พบการกระจายของก้อนบริเวณเต้านมแต่วิธีนี้ต้องมีการฉายแสงร่วมด้วยจึงจะให้ผลเทียบเท่ากับการตัดเต้านม
      
       แบบที่สอง เป็นการผ่าตัดแบบตัดเต้านมออกทั้งหมด
ถ้าทำในผู้ป่วยที่อายุยังไม่มากอาจมีผลกระทบด้านจิตใจได้
      
       การผ่าตัดแบบเก็บเต้านม ในผู้ป่วยบางคนมีข้อจำกัดเช่น เต้านมเล็กเกิน การตัดเนื้อเต้านมออกบางส่วนทำให้เต้านมเกิดการผิดรูปได้ หรือในผู้ป่วยที่มีเต้านมขนาดใหญ่ห้อยย้อยมาก ๆ การทำผ่าตัดแบบเก็บเต้านมอาจทำให้การฉายแสงได้ไม่สม่ำเสมอ หรือรายที่มีข้อจำกัดเช่นมะเร็งอยู่บริเวณหัวนม มะเร็งขนาดใหญ่มาก แต่เดิมเป็นข้อจำกัดในการทำผ่าตัดแบบเก็บเต้านม แต่ปัจจุบันข้อจำกัดเหล่านี้สามารถจัดการได้ด้วยเทคนิคการผ่าตัดแบบ Onco-plastic เป็นการนำเทคนิคการผ่าตัดแบบเสริมความงามมาร่วมกับเทคนิคผ่าตัดมะเร็งมาใช้ โดยอาจจะทำการแก้ไขเต้านมด้านตรงข้ามให้มีความสวยงามมากขึ้นเหมือน ๆ กันทั้งสองข้าง เช่นเทคนิกการย้ายไขมันจากบริเวณใกล้เคียง การผ่าตัดลดขนาด การยกระดับหัวนมเป็นต้น
      
       กำจัดมะเร็งควบเสริมเต้าในคราวเดียวกัน
      
       เป็นพัฒนาการด้านการผ่าตัดมะเร็งและเสริมเต้านมหลังเอามะเร็งออก เดิมการผ่าตัดมะเร็งเต้านมแพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยรอประมาณ 2 ปี เพื่อให้แน่ใจว่ามะเร็งไม่กลับมาใหม่แล้วจึงทำการผ่าตัดเสริมเต้านมแต่ปัจจุบันเทคโลยีต่างๆ ก้าวหน้าไปมาก ทำให้แพทย์มีแนวทางใหม่ในการผ่าตัดเสริมเต้านมโดยเป็นการผ่าเสริมเต้านมในคราวเดียวกันกับการผ่าตัดเอามะเร็งออกด้วยเนื้อผู้ป่วยเอง โดยอาจนำเนื้อมาจากท้องน้อย หรือไขมันและกล้ามเนื้อจากหลัง ย้ายมาทำเต้านมใหม่ ในรายที่เนื้อผู้ป่วยเองไม่เพียงพอ อาจต้องใช้ถุงซิลิโคนมาช่วยเสริม การผ่าตัดเสริมเต้านมจะทำหลังการตัดเต้านมมากกว่า 2 ปี ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานกับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันเมื่อทำการผ่าตัดในคราวเดียวกันกับการตัดนมทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ใจ ทำการผ่าตัดเพียงรอบเดียว และผลในเรื่องความสวยงามก็จะดีกว่าด้วย
      
        สำหรับเทคนิคในการผ่าตัดพร้อมเสริมเต้านมทันทีนั้น ผศ.พญ.เยาวนุช เผยว่า การย้ายไขมันและกล้ามเนื้อที่ท้องหรือแผ่นหลังของผู้ป่วยเองมาปลูกถ่ายทดแทนส่วนที่ถูกตัดออกไปซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันดังนี้
      
       ผ่าตัดแล้วเสริมเต้าด้วยไขมันหน้าท้อง
      
       การผ่าตัดในลักษณะนี้จะเป็นการผ่าตัดใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 4 - 5 ชม.โดยการนำเอากล้ามเนื้อและไขมันหน้าท้องมาเสริมเต้านมในส่วนที่ตัดออกไปข้อดีคือนอกจากรักษามะเร็งเต้านมแล้วยังถือโอกาสกำจัดไขมันส่วนเกินที่หน้าท้องไปพร้อมกัน และยังได้เต้านมที่สวยงามกลับคืนมาหลังการผ่าตัดเพียงครั้งเดียวแต่มีข้อที่พึงระวังคือต้องใช้เวลาในการพักฟื้นอย่างน้อย 5-7 วัน
      
       การฉีดไขมัน
      
        นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เคยทำการผ่าตัดเต้านมมาก่อนแล้วมีลักษณะเต้านมที่ผิดรูปร่าง ยังสามารถใช้เทคนิคด้วยการใช้เข็มขนาดเล็กดูดไขมันจากร่างกายส่วนอื่น มาทำการปั่นแยกเฉพาะเซลล์ไขมันและฉีดเข้าไปบริเวณที่แก้ไข ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องมีแผลผ่าตัดเพื่อแก้ไข มีเพียงรอยรูเข็มเล็ก ๆ เท่านั้น
      
       เทรนด์ใหม่ใช้กล้ามเนื้อหลังเสริมเต้าให้สวยเท่ากันทั้งคู่
      
        สมัยก่อนวิธีนี้มีข้อจำกัดในการเลาะกล้ามเนื้อหลังทำให้ได้กล้ามเนื้อปริมาณไม่เพียงพอต่อการเสริมเต้า ต่อมาศัลยแพทย์มีความชำนาญและมีเทคนิคในการนำกล้ามเนื้อบริเวณหลังมาใช้เสริมเต้านมได้เพียงพอสำหรับ 2 เต้าเพื่อให้ได้เต้านมที่สวยงามเหมือนกันทั้งคู่
      
        โดยศัลยแพทย์จะเริ่มต้นจากประเมินปริมาณและการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณหลังซึ่งการประเมินนี้จะสามารถประมาณขนาดของเต้านมที่เสริมสร้างใหม่ได้ในผู้ป่วยที่บริเวณหลังผอมบางจะมีกล้ามเนื้อเพียงพอในการสร้างเต้านมขนาดเล็กเท่านั้นถ้ามีไขมันและกล้ามเนื้อบริเวณหลังหนาประมาณ 2 ซม.จะเพียงพอต่อการสร้างเต้านมขนาดกลางได้แต่ถ้าผู้ป่วยมีหลังหนาและมีเนื้อมากจะสามารถสร้างเต้านมขนาดใหญ่ได้
                   
       การประเมินจำนวนเนื้อเยื่อบริเวณหลัง
      
        พญ.เยาวนุช กล่าวถึงข้อดีของเทคนิคการใช้ไขมันและกล้ามเนื้อหลังว่านอกจากจะใช้เสริมเต้าได้เหมือนกันแล้ว ยังใช้เวลาในการพักรักษาตัวน้อยกว่าแบบที่ใช้ไขมันและกล้ามเนื้อหน้าท้องคือใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 3 - 4 วันเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อแผ่นหลังมีการสมานและมีเลือดหล่อเลี้ยงได้ดีกว่าแต่วิธีนี้ก็มีข้อจำกัดสำหรับคนที่เป็นนักกีฬาหรือทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหลังจะทำให้ไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่เหมือนก่อนการผ่าตัด
      
        ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเสริมเต้านมหลังได้รับการรักษามะเร็งเต้านมล้วนมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเพราะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกตอกย้ำถึงโรคมะเร็งด้วยการเห็นเต้านมที่สูญเสียไปและยังช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งมีกำลังใจที่ดีขึ้น รวมถึงมีคุณภาพที่ดีขึ้น กลับมาใช้ชีวิตอย่างมั่นใจได้อีกครั้ง
      
        ผศ.พญ.เยาวนุช เน้นว่า อย่างไรก็ตามการรักษามะเร็งเต้านมนอกจากการผ่าตัดกำจัดก้อนมะเร็งออกแล้ว แพทย์มักจะให้การรักษาร่วมกับวิธีอื่นด้วยเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของโรคมะเร็งลงให้มากที่สุด เนื่องจากโดยทั่วไปมักพบการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมสูงในช่วง 2 - 3 ปีแรกของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจึงควรรับการตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำหลังผ่านการรักษาโรคมะเร็งไปแล้ว

ที่มา
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9560000010061

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

“ไฝ”แบบไหน อาจกลายเป็นมะเร็ง

 
 
 
ไฝ หรือขี้แมลงวัน เป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้ตามผิวหนังของทุกคน ทุกอายุ ส่วนใหญ่แล้วไม่มีอันตราย

ไฝเกิดจากการรวมกลุ่มกันของเซลล์ผิวหนัง ซึ่งสร้างสารสีดำ(melanin) ทำหน้าที่ปกป้องผิวหนังจากรังสีอัลตราไวโอเลต

จะมีบางภาวะที่เซลล์ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ กลายเป็นมะเร็งของผิวหนังได้ ทั้งนี้ สาเหตุที่แน่นอนนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการที่ผิวหนังถูกกับสิ่งกระตุ้นต่างๆ เป็นเวลานานๆ เช่น ถูกแสงแดดจัดๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานแรมปี หรือถูกสารเคมี เป็นต้น

ในบางครั้ง ไฝที่เป็นอยู่ปกติ หากถูกถูไถ เช่นตามขอบเสื้อ ขอบกางเกง เป็นเวลานาน อาจมีการกลายเป็นมะเร็งได้

นอกจากนี้ หากพบไฝหรือปานที่เปลี่ยนแปลงขนาดไปจากเดิม โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปาก ในปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า จะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

หากมีไฝที่ไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเกิน ทั้งนี้ เพราะว่ามะเร็งผิวหนังในระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยไว้นาน โรคอาจจะกระจายออกไป ทำให้ยากแก่การรักษา

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 141 กันยายน 2555 โดย รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)


มะเร็งตับ

มะเร็งตับ

มะเร็งตับ มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้ชายและอันดับ 3 ในผู้หญิงรองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมตามลำดับ สามารถแบ่งชนิดของมะเร็งตับได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่

Hepatocellular carcinoma หรือมะเร็งของเซลล์ตับ

เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด มากกว่าร้องละ 70-80 ของมะเร็งตับ
Cholangiocarcinoma หรือมะเร็งท่อน้ำดี

เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ท่อน้ำดี พบได้บ่อยในผู้ป่วยแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีพยาธิใบไม้ในตับ นิ่วในถุงน้ำดี พบประมาณร้อยละ 10-20% ของมะเร็งตับ
Angiosarcomas หรือ hemangiosarcomas หรือมะเร็งเส้นเลือดในตับ เกิดจากเซลล์หลอดเลือดในตับ พบมากในผู้ป่วยที่สัมผัส
สารเคมีจำพวก vinyl chloride หรือ thorium dioxide ที่ใช้ในงานพลาสติก เป็นมะเร็งชนิดที่พบน้อย
Hepatoblastoma หรือมะเร็งของเซลล์ตับตัวอ่อน เป็นมะเร็งพบในเด็กเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งการเกิดของโรคมะเร็งตับ ได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

มะเร็งปฐมภูมิ เป็นชนิดที่เกิดกับตับโดยตรงมักเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับมาก่อน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี
ประวัติเป็นโรคตับแข็ง มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบหรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ
มะเร็งทุติยภูมิ เป็นมะเร็งที่ลุลามมาจากมะเร็งที่อวัยวะอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด เป็นต้นมะเร็งที่เกิด
ในอวัยวะอื่นเมื่อถึงความรุนแรงระดับหนึ่งก็จะมีการกระจายมาตามหลอดเลือดหรือหลอดน้ำเหลือง แล้วมาเจริญเติบโตอยู่ในตับ
หมายเหตุ ในที่นี้จะกล่าวถึงมะเร็งตับปฐมภูมิชนิดที่เป็นมะเร็งเซลล์ตับเป็นหลัก เพราะพบได้บ่อยกว่ามะเร็งตับปฐมภูมิชนิดอื่นๆ
ดังนั้นคำว่ามะเร็งตับในที่นี้จึงหมายถึง “มะเร็งเซลล์ตับ”

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดมะเร็งตับ

ผู้ที่เคยเป็นโรคตับอักเสบอันเนื่องมาจากไวรัสตับอักเสบชนิด บี และ ซี พบว่าหากเป็นเรื้อรังจะพบว่ามีอัตราการเกิดมะเร็งตับสูง
ผู้ป่วยภาวะตับแข็ง ซึ่งอาจเกิดจากไวรัส หรือสาเหตุอื่นๆ โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ทุกวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายปี
การรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของสาร Aflatoxin ซึ่งเป็นสารที่ผลิตจากเชื้อราชนิดหนึ่ง มีมากในอาหารพวก ถั่ว
แป้งสาลี ข้าวโพด ข้าว พริกแห้ง ที่เก็บเอาไว้เป็นระยะเวลานานๆ และนำมารับประทานโดยไม่ผ่านความร้อน
ผู้ป่วยที่เป็นพยาธิใบไม้ในตับ ทำให้เกิดการอุดตันที่ท่อน้ำดีภายในตับ หรือมีการเพิ่มของเนื้อเยื่อพังผืดในท่อน้ำดีจากพยาธิ
ใบไม้ในตับ มักเป็นสาเหตุสำคัญเกิดมะเร็งท่อน้ำดี
การได้รับสาร vinyl chloride เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งเส้นเลือดในตับ
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่พบได้ แต่ไม่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงชัดเจนมาก เช่น โรคเบาหวานที่มีไขมันสะสมในตับมาก การสูบบุหรี่ เป็นต้น
อาการและสัญญาณ

เบื่ออาหาร ท้องอืด จุกเสียด ท้องผูก ปวดแน่นท้องบริเวณด้านขวาหรือบริเวณลิ้นปี่หรืออาจปวดร้าวไปที่หัวไหล่ขวา
อ่อนเพลีย น้ำหนักลด และมีไข้ต่ำๆ ผื่นคันตามมือเท้าและที่ผิวหนัง
ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา อาจปวดร้าวไปที่ไหล่หรือลำตัวซีกขวา
อาจคลำพบก้อนในท้องใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่
ท้องมวน ท้องโต บวมบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง
ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลือง


การตรวจคัดกรองประกอบการวินิจฉัย มะเร็งตับ

ตรวจเลือดดูระดับ AFP (Alpha Feto Protein) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง โปรตีนชนิดนี้จะไม่ถูกพบในคนปกติที่มีอายุมากกว่า 1 ปี
(มีพบในเลือดของทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปี)
การตรวจทำอัลตราซาว์ด เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ในการตรวจเบื้องต้น เพื่อดูการเติบโตที่ผิดปกติในตับได้
การใช้ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computer Tomography Scan) หรือบางครั้งอาจใช้การตรวจด้วยคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า
(MRI) ซึ่งจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้น
การตรวจด้วย PET/CT เป็นการตรวจที่รวมกันระหว่างการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์กับการตรวจพิเศษด้านเวชศาสตร์
นิวเคลียร์ที่เรียกว่า PET Scan
การตรวจชิ้นเนื้อของตับ (Biopsy) เป็นการนำชิ้นเนื้อบางส่วนของก้อนเนื้อ ไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อดูลักษณะเซลล์
นอกจากนี้ยังอาจมีการตรวจอวัยวะอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีการกระจายไปยังอวัยวะที่สำคัญ เช่นการเอกซเรย์ปอด
และการสแกนกระดูก (Bone Scan)



การรักษาโรคมะเร็งตับชนิดเฮ็บปาโตม่า (Hepatoma หรือ Hepatocellular carcinoma)

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆเข้ามาประกอบ การรักษาโรคมะเร็งตับชนิดเฮ็บปาโตม่าที่มีในปัจจุบันได้แก่

วิธีการผ่าตัด สามารถผ่าได้ทั้งซีกขวาหรือซ้าย หรือเฉพาะกลีบของตับ (segment) ขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง
มักทำในกรณีที่ตับของคนไข้ยังสามารถทำงานได้ดี
การผ่าตัดเปลี่ยนตับ ทำในผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งไม่ใหญ่มากและยังไม่มีการกระจายของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น สามารถทำได้ใน
ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง มีภาวะการทำงานของตับไม่ดี มีตาเหลือง บวม หรือ มีน้ำในท้อง ซึ่งไม่สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการอื่น
การทำลายมะเร็งเฉพาะที่ด้วยการฉีดแอลกอฮอล์ (alcohol injection) ใช้ในมะเร็งที่มีขนาดเล็ก
โดยใช้เข็มเล็กๆแทงผ่านทางผิวหนังเข้าไปที่ก้อนและฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปบริเวณก้อน
การทำลายมะเร็งเฉพาะที่ด้วยการใช้ความเย็นหรือความร้อน ทำให้เนื้อเยื่อของมะเร็งและตับโดยรอบถูกทำลายไป วิธีที่นิยมใช้กันมาก
คือ การใช้คลื่นเสียงหรือคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency) หรือมักเรียก “อาเอฟเอ (RFA หรือ Radiofrequency ablation)”
ทำโดยแทงเข็มผ่านผิวหนังไปที่ก้อนมะเร็ง จากนั้นจะปล่อยคลื่นเสียงจากบริเวณส่วนปลายของเข็ม ก่อให้เกิดความร้อนโดยรอบ
ทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อมะเร็งที่ความร้อนไปถึง
การฉีดยาเคมีบำบัดเข้าหลอดเลือดแดงที่ตับโดยตรง หรือที่เรียกว่า วิธี “ทีโอซีอี (TOCE หรือ Transcatheter oily chemoembolization) หรือ ทีเอซีอี (TACE หรือ Trans-arterial chemoembolization) คือวิธีการให้ยาเคมีบำบัดหนึ่งถึงสองชนิดผ่านทางสายสำหรับให้ยา โดยการสวนสายเข้าทางหลอดเลือดแดงเข้าไปยังบริเวณหลอดเลือดที่เลี้ยงก้อนมะเร็ง
หลังจากนั้นจะทำการอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยสารบางชนิด มีผลทำให้ก้อนมะเร็งขาดเลือดไปเลี้ยง วิธีการนี้จะทำได้
ในกรณีที่ หลอดเลือดดำพอร์ทอลของผู้ป่วยยังทำงานได้ดีอยู่

การให้ยาเคมีบำบัด (systemic chemotherapy) เหมือนกับการให้ยาเคมีบำบัดทั่วไป คือ ให้ทางหลอดเลือดดำที่แขน ยาเคมีบำบัด
จะเข้าไปในทุกส่วนของร่างกาย สำหรับมะเร็งตับเอง ผลของการรักษาไม่ค่อยจะได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากเนื้อเยื่อมะเร็งเฮ็บปาโตม่า
มักไม่ค่อยจะตอบสนองต่อยา ยาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะการวิจัย หรือ ให้เพื่อประทังไปก่อน
การรักษาแบบมุ่งเป้าไปยังยีนหรือโปรตีนที่ก้อนมะเร็งใช้ในการเจริญและแบ่งตัวหรือที่เรียกกันว่า “ทาร์เก็ทเต็ดเทอราปี่
(Targeted Therapy)” โดยยาจะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและยับยั้งการเจริญของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง
ทำให้เซลล์มะเร็งขาดอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยง ยาที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นยาเม็ดรับประทาน ยาประเภทนี้ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหาย
ขาดจากโรค แต่จะช่วยไม่ให้โรคกระจายไปเร็ว และช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยได้
การรักษาตามอาการเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องทำการรักษาเฉพาะตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เมื่อมะเร็งนั้นเป็น
มากไม่สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการอื่นแล้ว
การดูแลตนเองหลังการรักษา

สังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างและหลังได้รับการรักษา เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบประกอบการพิจารณาการรักษาของแพทย์
หากมีความผิดปกติที่รุนแรงควรแจ้งให้แพทย์หรือผู้ดูแลให้ทราบทันที ตัวอย่างอาการผิดปกติได้แก่ มีไข้สูง ปวดท้องอย่างรุนแรง
คลื่นไส้อาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ เป็นต้น
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ข้าวกล้อง ผักใบเขียวแต่หากมีอาการท้องอืดมาก ควรเลือกผักที่ไม่มีเส้นใยมากนัก เช่น
กะหล่ำปลี ผักบุ้งจีน ผักกาดขาว เป็นต้น ผลไม้ หรือน้ำผลไม้ รับประทานอาหารที่สุกสะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อนและสารพิษ
ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ ไม่ควรฝืนออกกำลังกายอย่างหนัก หรือเล่นกีฬาที่มีการแข่งขัน
หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง คลื่นไส้อาเจียนมาก ท้องเสียหรือปวดท้องอย่างรุนแรง มีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรือมีเลือด
ออกจากอวัยวะต่างๆ ให้รีบไปพบแพทย์

การเจริญสติ-สมาธิ ช่วยรักษาโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการตายอันดับหนึ่งหรือสองของคนในโลกปัจจุบัน มะเร็งยอดฮิตที่พบบ่อยๆ คือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ ในสุภาพสตรีก็มีมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

มะเร็งเกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม การรับประทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็งเจือปน สารพิษในสิ่งแวดล้อมหรือในอาชีพการทำงาน การขาดการออกกำลังกาย การดื่มเหล้าและสูบบุหรี่เป็นประจำ ความเครียดในชีวิตประจำวัน การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เป็นต้น

อาการที่ทำให้สงสัย และนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ เช่น คลำได้ก้อนผิดปกติตามที่ต่างๆ เช่น เต้านม ข้างลำคอ ขาหนีบ ในท้อง มีอาการเป็นแผลเรื้อรังในปากหรือตามผิวหนัง รักษาแล้วมากกว่า 2-4 อาทิตย์ก็ยังไม่หาย มีน้ำนมหรือเลือดออกมาจากหัวนม มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ท้องอืด ท้องแน่น ถ่ายเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ไอเป็นเลือด โดยไม่มีอาการเจ็บปวดอะไร

โดยเฉพาะผู้สูงอายุเมื่อมีอาการเหล่านี้ ก็ต้องตรวจว่าสาเหตุมาจากอะไร เมื่อพบว่าเป็นมะเร็ง แพทย์ก็จะต้องแจ้งให้ทราบ ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหามาก เพราะผู้ป่วยจะใจเสีย หวาดกลัว ท้อแท้สิ้นหวัง เครียด ซึมเศร้า และต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่นาน กว่าจะยอมรับและเข้ารับการรักษา

การรักษาในปัจจุบันก็ใช้วิธีผ่าตัด ให้เคมีบำบัด ฉายรังสี ซึ่งจะได้ผลดีในระยะแรกเมื่อมะเร็งยังไม่กระจาย แต่การรักษาก็มีผลข้างเคียงมากตั้งแต่เจ็บปวด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผมร่วง วิตกกังวล นอนไม่หลับ เป็นต้น

ปัจจุบันมีนักธรรมชาติบำบัดทั้งหลาย ใช้วิธีการหลายอย่างร่วมกับการรักษาของแพทย์ เช่น อาหารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ การออกกำลังกาย น้ำข้าว น้ำผักผลไม้ สมุนไพร ฯลฯ

นอกจากเรื่องอาหารและการออกกำลังกายแล้ว ในเรื่องจิตใจ การฝึกสมาธิและการเจริญสติก็ได้รับความนิยมมาก ผู้เขียนขอกล่าวถึงงานของ ดร.ซูวาน บาวเออร์ วู (Susan Bauer Wu) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านพยาบาล แห่งมหาวิทยาลัยอีโมรี เมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เธอได้ศึกษาวิธีการเจริญสติเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยโรคมะเร็ง และพบว่าวิธีการเจริญสติช่วยให้ผู้ป่วยมีสภาพจิตใจดีขึ้น อาการวิตกกังวลต่างๆลดลง อาการปวดลดลง การนอนหลับดีขึ้น คุณภาพชีวิตทั่วไปก็ดีขึ้นด้วย

ดร.ซูซาน มีโอกาสเข้าฝึกอบรมการเจริญสติ โปรแกรม Mindfulness-based stress reduction ของ ศ.จอน คาแบค ซิน และหลักสูตรครูผู้สอนการเจริญสติแบบเข้มข้น เธอผ่านการฝึกการเจริญสติมานาน มีความชำนาญในการนำการเจริญสติมาใช้ในผู้ป่วยมะเร็ง

เธอเล่าหลักการและวิธีการที่นำมาใช้ในผู้ป่วยไว้ในหนังสือชื่อ Leaves falling gently ซึ่งนอกจากเธอจะสอนนักศึกษาพยาบาลในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังได้รับเชิญไปสอนในสถานปฏิบัติธรรมด้วย เช่น สถาบันอุปายา ในหลักสูตรการเตรียมตัวตายแบบพุทธ ชื่อว่า Being with dying Program สถาบันแห่งนี้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมแบบพุทธนิกายเซน ซึ่งรวมเอานักวิชาการชั้นนำ แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักการศึกษา ที่สนใจในเรื่องการเจริญสติมาสอนในหลักสูตรต่างๆของสถาบัน

ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปฟังคำบรรยายของเธอใน youtube จะมีให้ฟังหลายตอนที่น่าสนใจ เช่น 2011 Scientific conference – Susan Bauer-wu Ph D., Mindfulness for cancer patient, Leaves Falling Gently : Mindfulness book.

อีกท่านหนึ่งที่นำการใช้สมาธิมาบำบัดโรคมะเร็งก็คือ ดร.เอียน กอว์เลอร์ (Ian Gawler) สัตวแพทย์ชาวออสเตรเลีย ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่กระดูกชนิดร้ายแรงเมื่ออายุ 24 ปี โดนตัดขาไปข้างหนึ่ง ตอนนั้นมะเร็งยังไม่ลุกลามมาก หมอบอกว่า โรคนี้มีคนไข้ร้อยละ 5 เท่านั้นที่อยู่ได้ถึง 5 ปี

ต่อมาอีกราวปีเศษๆ เขาไอเป็นเลือด หมอบอกว่ามะเร็งได้ลามไปที่ปอดแล้ว และจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น!!

เขาและเกล ผู้เป็นภรรยา ได้พยายามหาวิธีที่จะเอาชีวิตรอดจากมะเร็ง โดยการหาความรู้จากที่ต่างๆ รวมทั้งอ่านหนังสือแนวธรรมชาติบำบัดอย่างมากมาย แล้วนำมาทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนกระทั่งก็ประสบความสำเร็จ หายขาดจากมะร็ง เมื่ออายุ 38 ปี

เขาจึงได้ตั้งมูลนิธิกอว์เลอร์ เพื่อคนไข้โรคมะเร็ง แห่งออสเตรเลีย ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร มีการจัดโปรแกรมสุขภาพเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และโรคอื่นๆ รวมทั้งโปรแกรมอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง

นอกจากนั้น ยังมีโปรแกรมอบรมสำหรับแพทย์และเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ ในการดูแลผู้ป่วย (ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน www.gawler.org)

สำหรับวิธีการของกอว์เลอร์นั้น เขาใช้อาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้สด น้ำผักและผลไม้ การสวนล้างพิษทางทวารหนัก การให้วิตามินและเกลือแร่ทดแทน ส่งเสริมระบบการย่อย โดยการให้เอนไซม์จากตับอ่อน และกรดในกระเพาะอาหาร เรียนรู้การมีทัศนคติทางบวกในการรับประทานอาหาร และรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยใช้แนวอาหารแบบเกอร์ซันเป็นต้นแบบ

เขาเน้นมากในเรื่องสมาธิ ฝึกความผ่อนคลาย การคิดในทางบวก จินตนาการบำบัด การฝึกการหายใจแบบโยคะ เขากล่าวว่า สมาธิช่วยเปลี่ยนชีวิตของเขา เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์มากที่สุดสำหรับชีวิต มันช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของมะเร็ง เขาพบว่า การฝึกสมาธิวันละ 10-20 นาที วันละ 3 เวลา ในเวลา 1 เดือนก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพอย่างมากมายในผู้ป่วยมะเร็งที่เขาดูแลอยู่

ปัจจุบัน เขาเดินทางไปทั่วโลก เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบำบัดโรคมะเร็ง และได้เขียนหนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสู้กับมะเร็ง ชื่อ You can conquer cancer ซึ่งจำหน่ายไปทั่วโลกในภาษาต่างๆ ราว 200,000เล่ม หนังสือของเขาให้ความหวังและกำลังใจ รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติตัว ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกจำนวนมากรอดชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์

ท่านผู้อ่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมวิธีการของดร.เอียน กอว์เลอร์ โดยเข้าไปใน youtube.com พิมพ์ Ian Gawler จะมีหัวข้อคำบรรยายต่างๆมากมาย มีที่น่าสนใจ เช่น Ian Gawler on Melbourne extra with john jost, Ian Gawler surviving cancer, Ian Gawler Healing cancer เป็นต้น

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 143 พฤศจิกายน 2555 โดย นพ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ)

มหัศจรรย์ “ล้างพิษตับ” ช่วยยืดชีวิต

แม้ว่าร่างกายจะมีกลไกในการขจัดพิษตามธรรมชาติ แต่ถ้าหากได้รับพิษอยู่บ่อยๆ หรือมากเกินไป ร่างกายก็ไม่อาจชำระล้างได้ทัน ดังนั้น เราจึงควรหาวิธีขจัดพิษ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย เพิ่มพละกำลัง และทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น ชั่วโมงนี้ “หลักสูตรล้างพิษตับ”นับว่าเป็นกระแสที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง
      
       ผู้บุกเบิกหลักสูตร "อาจารย์ขวัญดิน สิงห์คำ" ร่วมบอกเล่าประสบการณ์เรื่อง “มหัศจรรย์ล้างพิษตับ” ในงานพระอาทิตย์แฟร์ครั้งที่ 2 ณ เวทีอาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ โดยมีผู้ที่ได้รับผลดีจากการล้างพิษตับ และแพทย์แผนปัจจุบัน ร่วมให้ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ ดำเนินการสนทนาโดย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
      
       • ผู้ป่วยหลายพันดีขึ้น เพราะล้างพิษตับ
      
       อาจารย์ขวัญดินเล่าถึงความเป็นมาของหลักสูตรล้างพิษตับว่า ตนเคยเป็นผู้รับผิดชอบและจัดหลักสูตรครั้งแรกให้กับอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ชาวอเมริกัน ที่เป็นโรคไขมันพอกตับ และนิ่วในถุงน้ำดี โดยหมอนัดทำการผ่าตัด แต่อาจารย์คนดังกล่าวเลือกใช้วิธีล้างพิษที่ชุมชนศีรษะอโศก จนนิ่วในถุงน้ำดีได้หายไปโดยไม่ต้องผ่าตัด ในเวลา 5 วัน นอกจากนี้โรคอื่นๆ ที่มีก็พลอยหายไปด้วย
      
       “หลังจากนั้นเราก็เริ่มสนใจ จนในที่สุดก็ได้เข้าไปดูแลหลักสูตรแทนหลานสาวที่ชุมชนศีรษะอโศก จากวันนั้นถึงวันนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว มีผู้ที่เข้ารับการรักษาทั้งหมด 9,000 คน ซึ่งการเติบโตของหลักสูตรล้างพิษตับคือ ทุกคนอาการดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยไวรัสบีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ถัดมาที่ระดับโคเลสเตอรอลและเบาหวานลดลง
      
       รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดี ไขมันพอกตับ ตลอดจนโรคริดสีดวงทวารที่หายขาดอย่างชัดเจน หลังทำไปประมาณ 5-6 ครั้ง บางคนก็ 10 ครั้งจึงหายเป็นปกติ นอกจากนั้น ยังมีผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน และความดันโลหิตที่มีอาการดีขึ้นจากการล้างพิษตับอีกด้วย"
      
       อาจารย์ขวัญดินอธิบายถึงหลักสูตรล้างพิษตับสำหรับผู้ที่สนใจว่า ก่อนอื่นต้องทำร่างกายให้แข็งแรงก่อน 3 วัน จากนั้นเริ่มต้นด้วยการอดอาหาร เพื่อให้ร่างกายพักผ่อน หยุดการย่อยและขับพิษ พร้อมกับการสวนล้างลำไส้ เพื่อให้ลำไส้สะอาด ระหว่างนั้นให้ดื่มน้ำด่าง หรือน้ำผลไม้ และขั้นตอนที่สำคัญคือ กินดีเกลือตอน 6 โมงเย็น และอีกครั้งตอน 2 ทุ่ม พร้อมกับดื่มน้ำมันมะกอกตอน 4 ทุ่มตามไปด้วย
      
       "การดื่มดีเกลือมี 2 สูตร (1) สูตรไม่อดอาหาร เป็นสูตรที่ทำทั่วไป แต่จะได้เฉพาะตับ โดยกินดีเกลือตอน 6 โมงเย็น 1 ช้อนโต๊ะ ตอน 2 ทุ่ม 1 ช้อนโต๊ะ และตอน 4 ทุ่มให้ดื่มน้ำมันมะกอก จากนั้นตื่นนอนตอน 6 โมงเช้า กินดีเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ และตอน 8 โมงอีก 1 ช้อนโต๊ะ
      
       แต่สำหรับสูตรของอาจารย์ขวัญดินจะเป็นสูตรที่ (2) สูตรอดอาหาร คือ กินดีเกลือตอน 6 โมงเย็น 1 ช้อนชา ตอน 2 ทุ่ม 1 ช้อนชา และตอน 4 ทุ่ม ดื่มน้ำมันมะกอก จากนั้นตื่นนอน 6 โมงเช้า กินดีเกลือ 1 ช้อนชา และตอน 8 โมงอีก 1 ช้อนชา ซึ่งทั้งสองสูตรจะต่างกันตรงที่อดอาหารและลดปริมาณดีเกลือลง"
      
       ผู้บุกเบิกหลักสูตรเสริมว่า สำหรับน้ำด่าง สามารถดื่มน้ำขี้เถ้าก็ได้ อาจจะมีรสเฝื่อน หรือน้ำผลไม้ ซึ่งน้ำผลไม้ที่มีคุณสมบัติเท่าเทียมกับแอปเปิ้ลและองุ่น คือ น้ำมะขาม การดื่มน้ำต้องค่อยๆจิบ เพราะถ้าดื่มรวดเดียวอาจจะอาเจียนได้
      
       ทั้งนี้เหตุผลที่ต้องดื่มน้ำด่าง เพราะร่างกายของคนเรามีฤทธิ์เป็นกรด ฉะนั้น น้ำด่างจึงเข้าไปช่วยให้ร่างกายลดกรดให้น้อยลง โดยน้ำด่างที่สามารถทำได้เอง คือ การนำเปลือกมะพร้าวเผา 1 กิโลกรัม มาแช่น้ำ 5 ลิตร ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน 7 วัน จะได้น้ำด่างที่มีค่า PH 13-14 แต่น้ำที่เหมาะแก่การปรุงอาหารคือ ค่า PH10 ดังนั้น สามารถผสมเจือจางด้วยตัวเองได้
      
       • อดีตผู้เข้าล้างพิษตับจนหายป่วย เปิดศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
      
       ด้วยเหตุผลนี้ “คุณชญาบุญ เพชรพรหม” อายุ 51 ปี อดีตนักธุรกิจที่เคยมุ่งทำเงินเพียงอย่างเดียว จากที่เคยเป็นเนื้องอก (ช็อกโกแลตซีส) ที่รังไข่ข้างขวายาว 4 เซนติเมตร ซึ่งต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แต่ได้ทำการล้างพิษตับเพียง 8 ครั้ง เนื้องอกที่เคยมีก็หายไป
      
       นอกจากนั้นจากการตรวจเลือดยังพบว่า ค่าตับยังแข็งแรงเท่ากับคนอายุ 27 ปี จึงอยากจะช่วยเหลือคนอื่นต่อๆไป จึงได้เปิด ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม "ธัญสมุย" ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันมีคนจองคิวเข้ารับการรักษาในหลักสูตรล้างพิษตับ ยาวไปจนถึงเดือนธันวาคม 2555
      
       "บางคนมีกำหนดการที่ต้องไปผ่าตัดกับแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อเอานิ่วออกจากถุงน้ำดี แต่เมื่อเข้าหลักสูตรล้างพิษตับแล้ว นิ่วก็ออกมาระหว่างการล้างพิษตับได้ และเมื่อกลับไปตรวจกับแพทย์แผนปัจจุบันก็พบว่าไม่พบนิ่วในถุงน้ำดีเหล่านั้นอีก ซึ่งที่ธัญสมุยทำมาเกือบปี มีผู้เข้ารับการรักษา 1,200 กว่าคน หลักสูตรนี้ไม่ต้องอาศัยโฆษณา แต่เกิดจากการบอกต่อว่าได้รับผลที่ดีขึ้นจริง ก็จะมีคนมาทำเรื่อยๆ" คุณชญาบุญเล่า
      
       เจ้าของศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม "ธัญสมุย" ยังบอกด้วยว่า อันที่จริงการล้างพิษตับสามารถทำเองที่บ้านได้ แต่ก็ไม่แนะนำสำหรับคนที่ไม่เคยเข้าหลักสูตรมาก่อน เพราะบางคนที่มีอาการป่วยอยู่แล้วอาจจะต้องการคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์
      
       สำหรับโรคที่พบและอาการดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อคือ โรคความดันโลหิต ผู้ป่วยไวรัสบี ส่วนผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี เคยล้างไป 3 ครั้ง ก็ไม่มีนิ่วเหลือแล้ว นอกจากนั้นยังมีผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่มีอาการดีขึ้นหลังจากล้างพิษตับ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นอีกด้วย
      
       • ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายยืนยัน การล้างพิษตับ อีกหนึ่งทางเลือกที่มีประโยชน์
      
       ขณะเดียวกัน "คุณสันห์ฉวี ภู่ไพบูลย์" ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายหรือระยะที่ 4 ที่ผ่านการรักษาด้วยการทำคีโม ปฏิบัติตามแบบหมอเขียว และเข้าร่วมหลักสูตรล้างพิษตับ จนในปัจจุบันไม่พบมะเร็งแล้ว ได้มาบอกเล่าประสบการณ์ให้ฟัง
      
       คุณสันห์ฉวีเล่าว่าเมื่อปี 2553 ได้ตรวจพบโดยบังเอิญว่ามีไข้และระบบขับถ่ายผิดปกติ ในตอนนั้นหมอบอกว่าอายุ 50 ปีกว่าๆ แล้ว ถ้าลำไส้มีปัญหา หมอแนะนำให้เช็คเลือด 1 ตัวคือ CEA ซึ่งในตอนนั้นตนสนใจแต่เรื่องทำมาหากิน ไม่ได้ใส่ใจกับการดูแลสุขภาพมากนัก จึงยังไม่ค่อยรู้เรื่อง
      
       "พอเอกซเรย์ปอดก็เจอฝ้าขาวๆ หมอจึงส่องกล้องดูปอด และพบชิ้นเนื้อ 2.4 เซนติเมตร และผลการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 2 ต้องผ่าตัดทันที ซึ่งตอนนั้นอึ้งไป ก่อนที่จะบอกข่าวร้ายกับคนในครอบครัว ทุกคนต่างก็งงและนิ่งอยู่ในภวังค์ ในตอนนั้นที่ผ่าตัดออกก็คิดว่าหายแล้ว แต่ยังต้องทำเคมีบำบัด ซึ่งมีผลข้างเคียงเยอะมาก จากนั้นก็พบหมอทุกๆ 2 เดือน จนหายดี"
      
       คุณสันห์ฉวีเล่าเพิ่มเติมว่า หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน ก็แอบไปทำ CT สแกนที่เกาะสมุย และพบว่ามะเร็งกลับมาอีก แต่เพื่อความแน่ใจจึงไปตรวจอีกที่โรงพยาบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างรอฟังผลจึงเดินทางมาขอประวัติที่โรงพยาบาลประจำในกรุงเทพฯ ในตอนนั้นตัวเองรู้สึกว่าเหนื่อยมาก
      
       จนในที่สุดมีคนแนะนำให้ไปตรวจที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพราะมีโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านมะเร็งปอด และหมอก็ยืนยันว่าเป็นมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย คือระยะที่ 4 และรักษายาก เพราะหมอเห็นว่าอาจจะไปที่สมอง และกระดูก
      
       "ตอนนั้นเริ่มทานยาได้เดือนกว่า สภาพจิตใจก็ย่ำแย่ จึงปรึกษาเรื่องอาหารการกินแบบหมอเขียว และได้ตัดสินใจเข้าร่วมหลักสูตรล้างพิษตับกับคุณชญาบุญ ตอนที่ร่างกายขับสารพิษออกมานั้นมีกลิ่นเหม็นมาก ซึ่งคนที่เป็นมะเร็งจะเหม็นทุกคน แต่เมื่อมันออกมาทุกคนต้องดีขึ้น
      
       เริ่มทำไป 2 ครั้ง แล้วก็ไปทำ CT สแกน ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อีกรอบ โดยที่ไม่ได้บอกว่าไปทำอะไรมาบ้างนอกจากกินยา ซึ่งข่าวดีในตอนนั้นคือ มะเร็งที่ปอดหายไป จึงมองว่าการล้างพิษตับ อย่างน้อยก็เป็นทางเลือกอีกหนึ่งทาง ที่ให้ประโยชน์ทั้งร่างกายและจิตใจ" คุณสันห์ฉวีเล่า
      
       • แพทย์ให้ข้อคิดการล้างพิษ เป็นการช่วยเหลือตับ
      
       ด้าน รศ.นพ.สำเริง รัตนระพี ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายถึงหน้าที่ของตับว่า ตับเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีน้ำหนัก 2 เปอร์เซ็นของน้ำหนักตัว โดยจะมีเลือดผ่านทั้งหมด 13 เปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่าชุ่มไปด้วยเลือด
      
       สำหรับคนปกติตับจะอยู่ชายโครงด้านขวา ทำหน้าที่ในร่างกาย 40 อย่าง และมีหน้าที่ย่อย 500 อย่าง และแน่นอนว่าสารพิษ อาหารที่เป็นพิษ ไขมัน ก็สะสมอยู่ในตับจำนวนมาก ดังนั้น หากสามารถล้างพิษออกมาจากตับได้ ตับก็จะมีหน้าที่ในการดูแลหรือสะสมพิษที่ยังคงค้างในร่างกายส่วนอื่นๆได้มากขึ้นอีก
      
       "กระบวนการล้างพิษด้วยการเริ่มต้นจากการอดอาหารนั้น สามารถอธิบายได้ว่า เพียงแค่การอดอาหารก็ถือว่าเป็นการปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน และเมื่อน้ำย่อยที่มาจากส่วนต่างๆไม่มีที่เก็บ ก็จะมาที่ถุงน้ำดี เมื่อกินน้ำมันมะกอกเข้าไป ก็จะไปที่กระเพาะ และมีส่วนหนึ่งย้อนกลับมาที่ท่อน้ำดีเข้าไปในตับ พอน้ำมันมะกอกเข้าไปในถุงน้ำดี ก็จะไปดึงสิ่งต่างๆในถุงน้ำดีออกมา
      
       ดังนั้น ส่วนที่ถูกขับถ่ายออกมาในการล้างพิษ จะไม่ใช่ของเสียที่มาจากลำไส้ เพราะก่อนหน้านั้นได้สวนล้างลำไส้ให้สะอาดไปแล้ว"
      
       นายแพทย์สำเริงกล่าวต่อว่า สำหรับคนที่สงสัยว่าก้อนนิ่วจากการขับถ่ายออกมานั้น เป็นเพียงปฏิกิริยาจากการดื่มน้ำมันมะกอก ซึ่งไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะก้อนนิ่วเกิดจากตะกอนในร่างกายเองและต้องใช้เวลานาน
      
       แต่การที่ใช้น้ำมันมะกอกเข้าไปดึงก้อนนิ่วในถุงน้ำดีออกมาได้นั้น เพราะน้ำมันมะกอกจะทำหน้าที่ล้างน้ำมันในร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การดื่มน้ำมันมะกอกทุกวันจะมีประโยชน์ ควรดื่มแค่เดือนละ 1 ครั้งก็พอ
      
       "สำหรับการล้างลำไส้บ่อยๆ ไม่มีทางที่ลำไส้จะทะลุ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การสวนทวารอาจจะติดเชื้อได้ แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้น้อย ถ้าเราทำแบบถูกสุขลักษณะก็จะไม่มีปัญหา เพราะการที่ติดเชื้อได้นั้น เชื้อโรคต้องเข้าถูกที่ และจำนวนเชื้อมากพอ รุนแรงพอ ร่างกายอ่อนแอ และขาดสมดุลจึงจะติดเชื้อ
      
       ดังนั้น โทษของการล้างลำไส้อาจจะไม่มี แต่ความจำเป็นของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน หลายคนถามว่าถ้าไม่ดีท็อกซ์ได้ไหม คำตอบคือ ระบบขับถ่ายของคนเรามีความแตกต่างกัน ดังนั้น สามารถทานยาระบายชดเชยแทนได้"
      
       นายแพทย์สำเริงทิ้งท้ายว่า ทั้งนี้เพราะสารเคมีทุกอย่างที่เข้าสู่ร่างกาย ตับรับไปหมดเลย ตับของคนเราต้องทำหน้าที่อย่างหนักในแต่ละวัน ดังนั้น การล้างพิษตับก็นับเป็นการช่วยเหลือตับให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่า เมื่อตับแข็งแรง ทุกอย่างในร่างกายก็จะดี เพราะตับสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ความบกพร่องในร่างกายลดลง สุขภาพแข็งแรงขึ้น เซลล์มะเร็งถูกทำลาย เป็นต้น
      
       อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายเป็นวิธีที่อยากแนะนำ แต่ต้องออกอย่างต่อเนื่อง และเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเรา
      
       • หลักสูตรการล้างพิษตับ (สูตรสั้น) ของ อ.ขวัญดิน สิงห์คำ
      
       ก่อนล้างพิษ 1 วัน ให้อดอาหารก่อนเวลาบ่าย 3
      
       วันที่ 1
       เวลา 05.00 น. ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว และทำดีท็อกซ์
       เวลา 05.30 น. ออกกำลังกายตามที่ชอบหรือถนัด
       เวลา 06.00 น. ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำสมุนไพร
       เวลา 07.00 น. เวลาหิวให้ดื่มน้ำต่อไปนี้ (เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้)
       น้ำแอปเปิ้ล 100% หรือน้ำปั่นแยกน้ำกาก
       • น้ำสับปะรด ปั่นน้ำแยกกาก
       • น้ำมะละกอดิบ+ห่าม หรือปั่นแยกน้ำแยกกาก
       • น้ำมะขาม+ น้ำผึ้ง+น้ำผักผลไม้
       • น้ำอ้อยสด + มะนาว
       เวลา 15.00 น. หยุดน้ำผลไม้ทุกชนิด ยกเว้นน้ำเปล่า
       เวลา 17.00 น. ดีท็อกซ์
       เวลา 18.00 น. ดื่มดีเกลือ 1 ช้อนชา ต่อน้ำครึ่งแก้ว
       เวลา 20.00 น. ดื่มดีเกลือ 1 ช้อนชา ต่อน้ำครึ่งแก้ว
       เวลา 22.00 น. ดื่มน้ำมะนาวและน้ำมันมะกอกบีบเย็น (Extra Virgin)ในอัตราส่วนดังนี้
       • น้ำมะนาว 150 ซีซี
       • น้ำมันมะกอก 150 ซีซี
       ผสมทั้งสองอย่างในขวดแก้ว เขย่าให้เข้ากัน ดื่มทันที ไม่ให้เกินเวลา 22.15 น.
      
       หลังดื่มน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาว ให้ปฏิบัติดังนี้
       • นอนตะแคงขวา หรือนอนหงาย (หัวสูง)
       • ถ้ากลัวอาเจียน พยายามประคับประคองให้ผ่านเลยเวลา 02.00 น. หรืออาจใช้ถุงน้ำร้อนประคบที่ท้องช่วย (เพราะถ้าผ่านไปแล้ว น้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวจะลงถึงตับแล้ว แต่ถ้าอาเจียนก่อนอาจต้องเริ่มต้นใหม่หมด)
      
       วันที่ 2
       เวลา 06.00 น. ตื่นนอนและทำธุระส่วนตัว ทำดีท็อกซ์
       เวลา 06.30 น. ออกกำลังกาย
       เวลา 07.00 น. ทำงานปกติ
       เวลา 10.30 น. ทำดีท็อกซ์ เก็บพิษทั้งหมดไว้ ตั้งแต่ 02.00 น.หรือถ่ายเองและรวมกับดีท็อกซ์
      
       หมายเหตุ : สูตรสั้นนี้สามารถทำ 1 ครั้งต่อ 2 สัปดาห์ ไม่ควรเกินนี้
      
       หากผู้สนใจต้องการฟังการสนทนาเรื่องล้างพิษตับ ทางโครงการผู้จัดการสุขภาพได้จัดทำดีวีดีชุดนี้จำหน่ายในราคาชุดละ 89 บาท สอบถามรายละเอียดโทร. 0-2629-2211 ต่อ 1117,1118 และ 1151
      
       (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 143 พฤศจิกายน 2555 โดย ภาวิณี)

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

‘ท้องอืดท้องเฟ้อ’ อาการทั่วไป...ที่ไม่ธรรมดา ต้นตอปัญหาโรคร้ายในระบบทางเดินอาหาร

”ยังไม่ทันทำอะไร ก็หมดเวลาไป 1 วันแล้ว...” ประโยคนี้มักได้ยินจากใครหลายๆ คน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนว่าเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน จะไม่เพียงพอต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ให้ครบตามที่ใจต้องการ ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ สภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง ภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ทุกอย่างต้องแข่งขันกับเวลาจนเกิดเป็นความกดดันและความเครียด ทำให้หลายคนลืมที่จะดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างเช่น การทานอาหารให้ตรงเวลาและให้ครบ 3 มื้อ แต่ก็คงไม่แปลกถ้าคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะให้เหตุผลเป็นเสียงเดียวกันว่า “ก็มันไม่มีเวลาจริงๆ” และสิ่งที่ตามมา ก็คือ ปัญหาด้านสุขภาพ และหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่มักเกิดจากพฤติกรรมเหล่านี้ ก็คือ อาการของโรคระบบทางเดินอาหารนั่นเอง

นายแพทย์สุริยา กีรติชนานนท์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ให้ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุและอาการต่างๆ ของโรคระบบทางเดินอาหาร ว่าอาการของโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ คือ อาการอึดอัด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ บริเวณลิ้นปี่หรือเหนือสะดือ โดยอาการเหล่านี้ทางการแพทย์ใช้คำแทนว่า อาการ Dyspepsia (ดิสเป็บเซีย) จากการสำรวจข้อมูลประชากรจำนวน 23,676 คน ใน 5 ประเทศของยุโรป พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอาการเหล่านี้ถึงร้อยละ 32% (7,576 คน) ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบร้อยละ 25 และสำหรับประเทศไทยนั้น มีข้อมูลจากสมาคมโรคทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ว่าคนไทยได้ประสบกับอาการนี้ถึงร้อยละ 20-25 และเป็นอาการที่พบบ่อยเป็นอันดับหนึ่งในคลินิกทางเดินอาหาร โดยพบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้สูงอายุ ช่วงที่พบบ่อยมากคือ อายุตั้งแต่ 40-45 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดจากระบบการย่อยอาหารที่เสื่อมลงตามวัย

“อาการดิสเป็บเซีย เป็นอาการที่เกิดใน กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มโรคออกเป็น 2 ชนิด คือ กลุ่มผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพชัดเจนในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า organic dyspepsia (ออแกนิก ดิสเป็บเซีย) เช่น กระเพาะอาหารอักเสบรุนแรง มีแผล มีเชื้อโรคซ่อนอยู่ เนื้องอกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น และอีกชนิดหนึ่ง คือ กลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบโรคดังกล่าวด้วยวิธีส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบน หรือ Functional dyspepsia - FD (ฟังชันนอล ดิสเป็บเซีย - เอฟดี) โดยอาการชนิดนี้ เกิดจากการที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทำหน้าที่ผิดปกติไปจากเดิม ซี่งพบเป็นส่วนมากในผู้ป่วยที่มีอาการดิสเป็บเซีย จากข้อมูลสำรวจผู้ป่วยที่มีอาการดิสเป็บเซียในประเทศไทยจำนวน 1,100 ราย พบว่าร้อยละ 60-90 ของผู้ป่วยที่มีอาการดิสเป็บเซีย มีอาการอยู่ในกลุ่มที่สองนี้ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ มีหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิ กระเพาะบีบตัวไม่ได้ บีบตัวช้า กระเพาะไวต่ออาหารบางชนิด เช่น อาหารรสจัด สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร และการเคลื่อนตัวของอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กเป็นไปด้วยความลำบาก เกิดการสะสมของฟองอากาศหรือแก็สในกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้อึดอัด แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อครับ” นายแพทย์สุริยา กล่าว




นอกจากนี้ ในปัจจุบันอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เกิดขึ้นในกลุ่มคนวัยทำงานและกลุ่มคนวัยเรียนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันเนื่องมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องความเครียด พฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือรับประทานอาหารด้วยความเร่งรีบ เคี้ยวไม่ละเอียด ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ อาทิ แอลกอฮอล์ บุหรี่ กาแฟ น้ำอัดลม อาหารไขมันสูง ทานอาหารอิ่มแล้วนอนในทันที ทานอิ่มเกินไป หรือแม้แต่พูดคุยขณะรับประทานอาหาร เพราะเป็นการกลืนอากาศเข้าไปพร้อมอาหาร จนส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เหล่านี้ขึ้นซึ่งเป็นปัญหาที่น่าวิตกในการดำเนินชีวิตและการดูแลสุขภาพ

นายแพทย์สุริยา อธิบายด้วยว่า อาการในกลุ่ม ‘ฟังชันนอล ดิสเป็บเซีย’ นั้นไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่จะรบกวนคุณภาพชีวิตได้ ซึ่งผู้ที่มีอาการ จำเป็นต้องปรับพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการนี้ ควบคู่ไปกับการรับประทานยารักษาอาการ ซึ่งยารักษา

อาการในกลุ่ม ‘ฟังชันนอล ดิสเป็บเซีย’ มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน อาทิ ยาลดแก็สหรือฟองอากาศที่อยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้ ที่มีตัวยา ‘ไซเมทิโคน (Simethicone)’ ซึ่งจะช่วยลดแรงตึงผิวของฟองอากาศหรือแก๊สในทางเดินอาหาร ทำให้ฟองอากาศเล็กๆ รวมตัวกันง่าย และถูกขับออกจากร่างกายทางปากหรือทางทวารหนักได้ดีขึ้น โดยที่ตัวยาจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และไม่มีปฏิกิริยาต่อยาอื่นๆ ที่ทานร่วมกัน อย่างเช่น ยาลดกรด ที่กระตุ้นการบีบตัวกระเพาะอาหาร เป็นต้น

“ปัจจุบันอาการท้องอืดนั้น เกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้ทุกคนควรรู้จักการดูแลรักษาสุขภาพ ตลอดจนการป้องกันตนเอง เพื่อให้ห่างไกลจากอาการเหล่านี้ ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ไม่รับประทานอิ่มจนเกินไป ไม่พูดคุยขณะรับประทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารก็ไม่ควรนอนทันที และควรรักษาสมดุลการทำงานไม่ให้ตนเองตกอยู่ในภาวะเครียด พร้อมออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างพอดี เหมือนกับประโยคที่ว่า “สุขภาพที่ดีมีได้ด้วยตัวเราเอง” มาสร้างสมดุลย์ให้กับชีวิตกันดีกว่า” นายแพทย์สุริยา กล่าวทิ้งท้าย


ที่มา
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000043920

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ “หมอเทวดา” ผู้รักษามะเร็ง



นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ “หมอเทวดา” ผู้รักษามะเร็ง

นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ผู้เป็นความหวังให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งได้กลับมีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยการอุทิศแรงกาย แรงใจ และสละเวลาตลอดชีวิตของการทำงานเพื่อค้นหาสูตรยาสมุนไพรที่จะมาพิชิตโรคร้าย แม้ว่าตอนนี้วัยจะล่วงเลยมาถึง 90 ปีแล้ว แต่ก็ยังรับปรึกษาปัญหาโรคมะเร็งอยู่มิได้ขาด เพื่อแลกกับการต่อลมหายใจให้กับผู้คนนับร้อยนับพันชีวิต จนได้รับการขนานนามว่า “หมอเทวดา”

กิตติศัพท์ “หมอเทวดา”
“หมอเทวดา” ชื่อที่ชาวบ้านต่างพากันเรียกขาน ด้วยกิตติศัพท์ที่สามารถรักษาโรคมะเร็งร้ายให้หายได้ ด้วยวีธีการรักษาแบบผสมผสาน ระหว่างยาสมุนไพรที่ทดลองศึกษามานาน ควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน จนมีผู้ป่วยหลายรายหายป่วย และบางรายอาการดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ


จากการบอกเล่าของผู้ป่วยที่มาทำการรักษา จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ไม่นานชื่อเสียงของ “หมอเทวดา” แห่งสิงห์บุรีก็เป็นที่รู้จักไปทั่วทุกหนระแหง


“อย่าเรียกตนว่าเป็นหมอเทวดาเลย เพราะตนเป็นเพียงแค่ หมอธรรมดา เท่านั้น” แม้ว่า นพ.สมหมาย จะปฏิเสธชื่อ “หมอเทวดา” ที่ชาวบ้านขนานนามให้ แต่นั่นไม่ได้สำคัญเท่ากับการเป็นที่ยอมรับด้วยแรงศรัทธาของผู้คนถึงความตั้งใจในการรักษาเพื่อผู้ป่วยมะเร็งอย่างแท้จริง


หมอสมหมาย มีความสามารถวินิจฉัยและวิธีการรักษาโรคมะเร็งมานานกว่า 30 ปี โดยเริ่มทดลองใช้สมุนไพรรักษาโรคมะเร็งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2512 จนประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2520 และได้ลาออกจากราชการมาเพื่อรักษามะเร็งโดยเฉพาะ

“สมุนไพร” รักษามะเร็งรอด!
เกือบครึ่งศตวรรษแล้ว...ที่หมอผู้เสียสละได้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งให้พบทางรอดอีกครั้ง

ตามประวัติพื้นเพเดิมของ นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ เป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี สำเร็จการศึกษาจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเข้าศึกษาต่อทางการแพทย์ที่ศิริราช และทำงานในร้านขายยาเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2494


หลังสำเร็จการศึกษาได้เข้าทำงานประจำแผนกศัลยกรรมที่โรงพยาบาลศิริราช และสนใจเรื่องการรักษามะเร็งเนื่องจากการรักษาโรคอื่นทางศัลยกรรมสามารถรักษาให้หายได้ง่าย แต่การรักษามะเร็งไม่ว่าจะผ่าตัดหรือฉายแสง สามารถทำได้ยาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดค้นหายาสมุนไพร มาช่วยในการรักษามะเร็ง


ด้วยจิตสำนึกอยู่เสมอว่า “ในโลกนี้ธรรมชาติทำให้เกิดโรค ธรรมชาติก็ต้องมีตัวยาแก้โรคให้ด้วย”

หมอสมหมายได้ทำการค้นคว้าวิจัยการแพทย์ทางเลือกอย่างสมุนไพร จึงทำให้เกิดเส้นทางใหม่ที่เรียกว่า “การแพทย์ทางร่วม” ในการรักษามะเร็ง หลังจากย้ายไปสร้างความเจริญให้กับโรงพยาบาลตำรวจ แล้วลาออกเพื่อไปเป็นหมอที่บ้านเกิด คือ โรงพยาบาลสิงห์บุรี ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า “ที่นี่ผมได้ทำงานที่ตั้งใจ พร้อมได้อยู่ดูแลคุณแม่ไปพร้อมๆ กัน”


คลีนิคหมอสมหมาย จึงเกิดขึ้น ณ บ้านไม้หลังใหญ่ ข้างตลาดปลาสด จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็นที่รู้จักดีของชาวบ้านละแวกนั้น รวมทั้งคนต่างจังหวัดที่เข้ามารับการรักษาตามคำร่ำลือถึงกิตติศัพท์ “หมอเทวดา” จากที่เคยเปิดการรักษาโรคทั่วไป ได้ถูกปรับปรุงให้เป็นสถานที่สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งอย่างจริงจัง...ท่ามกลางความหวังของผู้เข้าทำการรักษาจำนวนมาก

ความหวังของผู้ป่วยนับพันชีวิต
ราวๆ 05.00 นาฬิกา ผู้ป่วยจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมาเพื่อรอลงชื่อเข้ารับการรักษา บางรายมารอคลีนิกเปิดตั้งแต่ตี 2 ทันใดที่ประตูเปิดคลื่นผู้ป่วยนับร้อยต่างกรูเข้าไปเพื่อรอรับการรักษา ด้วยใบหน้าอย่างมีความหวังถึงผลการรักษาที่ดีขึ้น


การรักษาผ่านไปคนแล้วคนเล่า จากประสบการณ์การรักษาทั้งผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะเบื้องต้นซึ่งพอรักษาเยียวยาให้หายขาดได้ และผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ทำได้เพียงแค่ยืดเวลาชีวิตออกไป แม้เป็นความหวังที่ริบหรี่ แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง และนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ แม้ว่าข้อความบนบอร์ดกระดานจะรายงานคิวที่ยาวเหยียดมากเท่าใดก็ตาม


ในทุกวันผู้ป่วยมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นร่วมๆ 100 กว่าคน ซึ่งเป็นผลมาจากสื่อที่เผยแพร่ออกไป ทั้งหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ ต่างประโคมข่าวไปทั่วทุกหนแห่ง แต่หมอสมหมายยังยืนยันเช่นเดิมว่า “จะตรวจทุกคน ไม่ต้องกลัวมาเสียเที่ยว” กว่าผู้ป่วยจะหมด เข็มนาฬิกาก็บอกเวลาเที่ยงคืนพอดี ถือเป็นอันจบภารกิจการทำหน้าที่ “หมอ” ของวันจรดคืน


ทุกวันนี้หมอสมหมาย ยังคงทุ่มเทกำลังเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยตั้งใจไว้ว่าจะเกษียณตัวเองเมื่ออายุ 90 ปี เพื่อพักผ่อนในบั้นปลายชีวิต แต่อย่างไรก็ตามยังคงรับปรึกษาปัญหาโรคมะเร็งต่อไป


“ปกติตามธรรมชาติใบไม้จะร่วงปีละ 1 ครั้ง เมื่อข้าพเจ้าอายุครบ 90 ปี ข้าพเจ้าจะเลิกรักษาโรคมะเร็งแล้วใบไม้จะร่วงตลอดทั้งปี”


มะเร็งคือโรคร้ายที่คร่าชีวิตของมนุษย์ราวใบไม้ร่วงทุกปี มีคนเสียชีวิตจากมะเร็งเป็นจำนวนมาก จัดเป็นโรคที่คร่าชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย นพ.สมหมาย ได้นิยามมะเร็งร้ายไว้อย่างเห็นภาพชัดเจนว่า

มะเร็ง คือ โรคร้ายที่ย่องเข้ามา “ขโมย” ทุกอย่างจากชีวิตเราไป โดยไม่ทันระวังตัวเหมือนกับที่คนไข้ทุกคนต้องประสบ


โรคมะเร็ง คือ “ผู้ร้าย” ซึ่งร้ายที่สุด และมันจะหนีตำรวจสุดฤทธิ์ แม้การแพทย์จะให้ทำการเคมีบำบัดก็ไม่สามารถทำให้หายขาดได้


และเป็นเซลล์ร้ายที่เหมือนกับเศษ “ขี้ผง” ที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายภายในอวัยวะของคน กวาดยังไงก็ไม่มีวันหมด วันนึงมันก็จะสะสมและเกาะแน่นขึ้นกว่าเดิม


ด้วยสาเหตุนี้การแพทย์ทางร่วมของหมอสมหมายจึงสามารถชลอใบไม้ร่วงในแต่ละปี เปรียบได้กับการช่วยชีวิตคนให้พ้นจากความเจ็บป่วย จนกลับไปใช้ชีวิตได้ดังเดิมอีกครั้งนับร้อยนับพันชีวิต

สูตรยาไม่ตายไปพร้อมกับผม
“ผมยกสูตรยานี้ให้องค์การเภสัชฯ ไปแล้ว แทนที่สูตรยาจะตายไปกับผม แต่ไม่แล้ว สมุนไพรนี้จะยังอยู่ จะมีคนรับไปต่อยอดจากผมอีกที” นายแพทย์สมหมายกล่าวอย่างดีใจ ที่สูตรยาเหล่านี้องค์การเภสัชกรรมได้นำไปผลิตและจำหน่ายให้คนไทย


โดยสูตรยาสมุนไพร 8 อย่าง ของหมอสมหมาย ประกอบด้วย พุทธรักษา ไฟเดือนห้า ปีกไก่ดำ พญายอ เหงือกปลาหมอ แพงพวย และข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้


สำหรับค่ารักษาพยาบาลที่ผ่านมานั้น หากเป็นการรักษาในโรงพยาบาลมีชื่อทั่วไป ค่ารักษาคงไม่น้อยกว่าหลักหมื่นหรือหลักแสน แต่สำหรับหมอสมหมาย ได้กล่าวติดตลกไว้ว่า “ใครนั่งรถเบนซ์มา ก็แพงหน่อย ใครไม่มีตังค์มา ก็ให้ฟรี!”


ก่อนจะขยายความเสริมว่า “รักษามาเกือบ 40 ปี มีพอกินพอใช้ แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้น มันอยู่ที่ใจ ได้น้ำใจ ได้ทางความรู้สึก แค่นั้นพอแล้ว”


ไม่ใช่เฉพาะคนไทยที่มาทำการรักษากับหมอสมหมาย แม้แต่ชาวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลกที่ได้ยินชื่อเสียงในการรักษาโรคมะเร็งให้หายได้ ต่างก็ข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้รักษาด้วยความหวังที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข

“ถึงแม้นไม่ทำดีในแดนดิน จะถวิลถึงสวรรค์นั้นอย่าหมาย
ถ้าแม้นไม่มีน้ำใจในอุรา ท่านจะหาน้ำใจจากใครได้” คติประจำใจของ นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ

สามารถติดตามอ่านชีวประวัติ “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ หมอเทวดา ผู้รักษามะเร็งด้วยสมุนไพร” ได้แล้ววันนี้ในฉบับการ์ตูน วางแผงจำหน่ายที่ บีทูเอส, ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์, ร้านนายอินทร์, บุ๊คสไมล์ และบุ๊คเฟรนด์ หรือสั่งซื้อได้ทาง Call Center 0-2633-5353

อนึ่ง นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ จะมาที่บูท "ASTVผู้จัดการ" (M01 โซน ซี 1) ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเปิดตัวหนังสือ"นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ หมอเทวดา ผู้รักษามะเร็งด้วยสมุนไพร" ฉบับการ์ตูน พร้อมพูดคุยกับผู้อ่านและแจกลายเซ็น ในวันนี้ (6เม.ย.) ตั้งแต่เวลา 13.30 น.เป็นต้นไป


-----------------------------


ประวัติของนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ
พ.ศ. 2464 เกิดเมื่อวันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2464
พ.ศ. 2487-2488 สำเร็จการศึกษาจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2488-2489 เป็นอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2490-2493 สำเร็จการศึกษาการแพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล
พ.ศ. 2494-2495 เป็นแพทย์ประจำอยู่ที่สถานเสาวภา
พ.ศ. 2495-2497 เป็นแพทย์แผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลศิริราช
พ.ศ. 2499-2517 เป็นผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลสิงห์บุรี และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี
พ.ศ. 2518-2520 เป็นแพทย์ใหญ่สาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี
พ.ศ. 2521 ได้ทำการศึกษาวิจัย เริ่มใช้ยาสมุนไพรในการรักษาโรคมะเร็ง โดยใช้แพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับสมุนไพร
พ.ศ. 2542 มอบสูตรยาให้กับองค์การเภสัชกรรมโดยร่วมงานกับ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ผู้ได้รับรางวัลแม็กไซไซ
พ.ศ. 2552 ประสบความสำเร็จในการคิดค้นเป็นสูตรยาตำรับแรกของเมืองไทยที่เป็นที่ยอมรับในการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน
ปัจจุบันยังคงเปิดคลีนิครักษาโรคมะเร็งอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยอุทิศแรงกาย แรงใจ และเวลาเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง


ท่านประเสริฐจริงๆ

ที่มา และเข้าไปอ่านการ์ตูนได้ที่
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000043411

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นักวิจัยชี้ ดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก



นักวิจัยชี้ ดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยในสหรัฐฯพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วหรือมากกว่านั้น อาจช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาของโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้


ผลการศึกษาที่นำออกเผยแพร่บนวารสารมะเร็งระบาดวิทยา สิ่งบ่งชี้ทางชีววิทยาและการป้องกัน ที่ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นสตรีพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 4 ถ้วยหรือมากกว่านั้น มีความเสี่ยงในการพัฒนาของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ได้มากกว่าผู้ที่ดื่มน้อยกว่า 1 ถ้วยต่อวัน


ทั้งนี้ โดยทั่วไปผู้หญิงที่ไม่ว่าจะดื่มกาแฟหรือไม่ อาจมีการพัฒนาไปสู่การเป็นโรคมะเร็งได้ค่อนข้างน้อย โดยในรอบกว่า 26 ปีที่ผ่านมา มีสตรีจำนวนเพียง 672 รายจาก กลุ่มศึกษา 67,000 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก


นักวิจัยได้สำรวจพยาบาลกว่า 67,000 คนในสหรัฐฯ พบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมากมีโอกาสลดลง 25 % ที่จะเป็นมะเร็งที่มดลูกเมื่อเปรียบเทียบกับสตรีที่ดื่มกาแฟโดยเฉลี่ยน้อยกว่าวันละ 1 แก้ว นักวิจัยยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากาแฟคือสาเหตุที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลดลง แต่ผลการศึกษาชิ้นนี้ได้ตอกย้ำผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ที่ให้ผลในลักษณะคล้ายคลึงกัน


นายเอ็ดเวิร์ด โจวานนุชชี นักวิจัยอาวุโสคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด กล่าวว่ากาแฟโดยตัวเองอาจมีประโยชน์บางประการ โดยสามารถลดระดับของอินซูลินและฮอร์โมนเอสโตรเจนที่หมุนเวียนในร่างกาย ซึ่งทั้งสองชนิดมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก


นักวิจัยทำการสำรวจปัจจัยอื่นๆ ที่จะมีผลต่อการเป็นมะเร็ง เช่น น้ำหนักตัว ประวัติตั้งแต่แรกเกิด การใช้ฮอร์โมนหลังวัยหมดประจำเดือน ยาเม็ดคุมกำเนิด แต่ทั้งหมดไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นมะเร็งลดลงในหมู่คนที่ดื่มกาแฟ


นักวิจัยเตือนว่า การดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วอาจไม่เป็นผลดีนัก โดยเฉพาะกับผู้ที่มีร่างกายอ่อนไหวต่อการได้รับสารคาเฟอีน และแม้นักวิจัยพบว่า กาแฟที่สกัดสารคาเฟอีนทำให้ความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่ำลง แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจนทางสถิติ และในทางทฤษฎี การใส่น้ำตาลและครีมในกาแฟก็จะทำให้อ้วน ซึ่งความอ้วนคือปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

ที่มา
มติชนออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

ไส้กรอกวันละชิ้นเสี่ยงมะเร็ง!

ไส้กรอกวันละชิ้นเสี่ยงมะเร็ง!

นักวิจัยพบ พฤติกรรมการรับประทานผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับอ่อนได้

โดยงานวิจัยครั้งนี้ส่งตรงจากสวีเดน เมื่อมีการศึกษาพบว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปเพียงวันละ 50 กรัมต่อวันก็เพิ่มความเสี่ยงได้ถึง 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปริมาณ 50 กรัมนั้นเทียบเท่ากับปริมาณของแฮมสไลด์บาง ๆ 1 ชิ้น หรือไส้กรอก 1 ชิ้น หรือเบคอนสไลด์บาง 1 ชิ้นเท่านั้น

ส่วนการรับประทานเนื้อแดง เช่น เนื้อสเต็ก หรือเนื้อติดกระดูกนั้นก็เพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งให้กับผู้ชายด้วยเหมือนกัน ไม่เพียงเท่านั้น หากเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเนื้อสัตว์ชนิด "รมควัน" แล้วล่ะก็ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับอ่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 74 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร The British Journal of Cancer ซึ่งเป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนราว 6,000 รายเลยทีเดียว

นอกจากนั้นยังมีหลักฐานที่ชี้ว่า การรับประทานเนื้อแดง และเนื้อแปรรูปนั้นอาจเป็นตัวการของมะเร็งลำไส้อีกด้วย

เจ้าของงานวิจัย ศาสตราจารย์ซูซานนา ลาร์สสัน แห่งสถาบัน Karolinska ในสต็อกโฮล์มกล่าวว่า "อัตราการรอดชีวิตจากมะเร็งตับอ่อนนั้นต่ำมาก ดังนั้น การทำความเข้าใจ และการตระหนักว่าความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้มาจากสิ่งใดบ้างคือเรื่องสำคัญ"

ทั้งนี้ รายงานจากไซแอนทิฟิกอเมริกันระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนส่วนใหญ่ประมาณ 53% จะได้รับการวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นโรคนี้ก็เมื่อมะเร็งได้ลามไปมากแล้ว ในจำนวนนี้อัตรารอดชีวิตต่ำมาก ซึ่งมีเพียง 1.8% ของผู้ป่วยที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปนานกว่า 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งนี้แล้ว และสำหรับมะเร็งชนิดอัตราผู้รอดชีวิตนาน 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัยมีเพียง 3.3% เท่านั้น

ส่วนมากผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อนมักจะเสียชีวิต เพราะมักจะตรวจพบในระยะท้าย ๆ แล้ว อีกทั้งต่างจากมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ตรงที่มะเร็งชนิดนี้จะไม่แสดงอาการของโรคในระยะแรกมากนัก ข้อบ่งชี้ของโรคที่สามารถสังเกตได้เช่น อาการปวดท้องส่วนบน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร และการอุดตันของลิ่มเลือด อย่างไรก็ดี อาการเหล่านี้ค่อนข้างพบได้ทั่วไป และทุกคนสามารถเป็นได้

ครอบครัวใดที่ชอบรับประทานไส้กรอกเป็นชีวิตจิตใจ อาจต้องเปลี่ยนเมนูกันบ้างแล้วก็เป็นได้ค่ะ


ที่มา
ผู้จัดการออนไลน์

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความมืดมีประโยชน์ ช่วยต้านมะเร็ง แถมลดน้ำหนัก

ความมืดมีประโยชน์ ช่วยต้านมะเร็ง แถมลดน้ำหนัก



ชีวิตในความมืดก็มีประโยชน์ ช่วยต้านมะเร็งอีกทั้งลดน้ำหนัก (ไทยโพสต์)

นักวิชาการต่างประเทศชี้ว่า ความมืดเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็ง และช่วยลดน้ำหนักตัวได้ด้วย

โดย ดร.นีล สแตนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ บอกว่า "แสงสว่างจากกระแสไฟฟ้าที่เราใช้กันตามบ้านและสำนักงานเกือบตลอด 24 ชั่วโมงนั้น สามารถก่อผลลบต่อร่างกายและจิตใจได้ เราจำเป็นต้องได้รับความมืดด้วย ไม่ใช่ได้รับแต่แสงสว่างอย่างเดียว

"เราไม่ได้ให้ความเคารพแก่ความมืดเหมือนที่บรรพบุรุษของเราทำ ผลคือปัญหาสุขภาพตามมาหลายอย่าง"

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า การได้รับแสงสว่างมากเกินไปในเวลากลางคืน มีความเชื่อมโยงกับมะเร็งเต้านม ซึ่งจากรายงานวิจัยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐระบุว่า ในขณะที่ประวัติคนในครอบครัว การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการได้รับสารอาหารไม่พอ เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งเต้านมนั้น การได้รับแสงสว่างจากไฟฟ้ามากไปในเวลากลางคืนก็สามารถลดภูมิต้านทานของคนเราต่อโรคนี้ด้วย

แสงสว่างในตอนกลางคืนจะรบกวนการผลิต "ฮอร์โมนความมืด" นั่นคือ เมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารตามธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านมะเร็ง ผลิตจากต่อมไพเนียล หรือต่อมใต้สมอง เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับยาต้านมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ เมลาโทนินยังช่วยกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ซึ่งคอยโจมตีเนื้องอกด้วย

ความมืดไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อมะเร็งเต้านมเท่านั้น นักวิจัยของมหาวิทยาลัยไฮฟาในอิสราเอล ยังพบว่า ในประเทศที่ติดไฟส่องสว่างตามท้องถนนอย่างมากมาย จะมีคนเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในอัตราสูง ซึ่งแสงสว่างจากไฟฟ้าไม่เพียงยับยั้งการผลิตเมลาโทนิน หากยังบั่นทอนระบบภูมิคุ้มกัน และรบกวนนาฬิกาชีวภาพในร่างกายด้วย ทั้งหมดนี้จะลดการต่อต้านมะเร็งต่อมลูกหมากตามธรรมชาติ

"นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องย้อนเวลากลับไปในยุคกลาง ปิดไฟให้มืดหมด" ศาสตราจารย์อับราฮัม อาอิม บอก "แต่เราต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เมื่อกำหนดนโยบายพลังงาน"

เขาพบว่า ผู้ชายในกลุ่มประเทศที่ได้รับไฟส่องสว่างตอนกลางคืนสูงที่สุด จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 80% ต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เมื่อเทียบกับผู้ชายในกลุ่มที่ได้รับแสงสว่างตอนกลางคืนน้อยที่สุด

นอกจากนั้นแล้ว ความมืดยังส่งผลดีดังนี้

ช่วยให้อารมณ์ดี

การไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดสามารถส่งผลต่ออารมณ์ของคนเราได้ นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยโอไฮโอพบว่า การดูทีวีจนดึกดื่นจะทำให้ซึมเศร้า อันเป็นผลจากแสงที่ปล่อยมาจากหน้าจอ ดังเช่น เมื่อหนูทดลองถูกเลี้ยงไว้ในห้องที่เปิดไฟตลอด 24 ชั่วโมง พวกมันมีอาการซึมเศร้ากว่าพวกหนูที่อยู่ในแสงสว่างสลับความมืดเป็นวงจร

ศาสตราจารย์แรนดี เนลสัน หัวหน้าทีมวิจัย บอกว่า แสงสีฟ้าจากจอโทรทัศน์ได้ยับยั้งฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งช่วยให้อารมณ์ดี ดังนั้นการดูทีวีจนดึกดื่นจึงทำให้อารมณ์ไม่แจ่มใส

"อัตราการเป็นโรคซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้น มีความสัมพันธ์กับการใช้แสงสว่างเพิ่มขึ้นในเวลากลางคืนของสังคมสมัยใหม่" ศาสตราจารย์แรนดี บอก

ช่วยให้นอนหลับ

ผลวิจัยบอกว่า แสงสว่าง ทั้งแสงตามธรรมชาติและแสงจากไฟฟ้า เป็นปัจจัยที่ทำให้นอนหลับได้ไม่ดี งานของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียแสดงให้เห็นว่า คนงานระบบกะที่ได้นอนหลับในห้องที่มีการดับไฟหรือม่านบังแสง จะนอนหลับได้ดีกว่าคนที่นอนในห้องที่สว่าง

นักวิจัยบางรายพบว่า การใส่ผ้าปิดตาในตอนกลางคืนจะช่วยให้คนที่นอนไม่ค่อยหลับสามารถหลับได้ดีขึ้น ในช่วงพักผ่อนตอนกลางคืนนั้น สมองจะเปลี่ยนสิ่งที่ได้ประสบพบเห็นเป็นความทรงจำ และพัฒนาขีดความสามารถในการเรียนรู้ ขณะที่ร่างกายจะผลิตเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทนเซลล์เก่า และเติมพลังแก่อวัยวะและกล้ามเนื้อ

ช่วยลดน้ำหนักตัว

เมื่อถึงยามกลางคืน การดับไฟอยู่ในที่มืดจะช่วยลดการกินจุบกินจิบในตอนดึก คนที่ใช้ชีวิตในแสงสว่างมาก ๆ มักไม่สามารถลดน้ำหนักตัวได้ ความมืดเป็นสิ่งส่งสัญญาณว่าเราต้องการนอนหลับ แสงสว่างเป็นสิ่งส่งสัญญาณว่าเราต้องตื่นและกิน ถ้าละเลยจังหวะตามธรรมชาติของกลางวันสลับกลางคืน เราก็จะกินมากขึ้นในเวลาที่ไม่ควรกิน

การกินในยามค่ำคืนยังรบกวนการทำงานของฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น เลปติน, คอร์ติโซล, และอินซูลิน ที่ควบคุมความอยากอาหารและระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าฮอร์โมนเหล่านี้ถูกรบกวนเพราะเราไม่ยอมนอนเมื่อถึงเวลากลางคืน เมื่อเวลาผ่านไปการเผาผลาญอาหารจะช้าลง ความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้น สถิติบ่งชี้ว่า ผู้หญิงที่กินตอนกลางคืน จะกินอาหารประเภทน้ำตาลและไขมันมากกว่าผู้หญิงที่นอนหลับตามความจำเป็นถึง 33% เลยทีเดียว

ตั้งนาฬิกาชีวภาพใหม่

ความมืดเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความเที่ยงตรงของนาฬิกาในตัวเรา แต่ขณะที่บรรพบุรุษของเราเข้านอนเมื่อมืดลง และนอนเร็วขึ้นในฤดูหนาวนั้น พวกเรากลับตื่นอยู่จนดึกดื่นค่อนคืน บางคนยังคงช็อปปิ้ง ทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์ ดูทีวี หรือนอนหลับก็ยังเปิดไฟ การรบกวนวงจรเวลาของร่างกายเช่นนี้ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ตั้งแต่ความเครียด โรคหัวใจร่วมหลอดเลือด อาหารไม่ย่อย แผลเปื่อยพุพอง

ข้อแนะนำก็คือ ปิดทีวีให้เร็วขึ้น ให้เวลาตัวเองปรับตัวเข้ากับความมืด ปล่อยให้ร่างกายเปิดสวิตช์ผลิตเมลาโทนิน

ที่มา
http://health.kapook.com/view35283.html

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ระวัง!! อยู่เฉย ๆ เป็นมะเร็งเต้านมไม่รู้ตัว

ระวัง!! อยู่เฉย ๆ เป็นมะเร็งเต้านมไม่รู้ตัว

มะเร็งเต้านม โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้หญิงมานักต่อนักแล้วนะคะ หลายคนพยายามหาวิธีป้องกันสารพัดรูปแบบ แต่รู้หรือไม่วิธีการที่ง่ายที่สุด ก็คือการออกกำลังกายนั่นเอง หากคุณไม่คิดจะขยับตัวบ้าง มัวแต่นั่งเฉย ๆ ระวังโรคร้ายอาจจะถามหาได้นะคะ

จากรายงานการวิจัยพบว่าผู้หญิงก่อนวัยหมด ประจำเดือนที่ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างการวิ่งช้า ๆ วันละ 4.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือทำกิจกรรมง่าย ๆ ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว อย่างการเดินไปเดินมา 7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ถึง 9% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่นั่ง ๆ นอน ๆ ทั้งวันโดยไม่ทำอะไรเลย

นั่นเป็นเพราะว่าการออกกำลังกายจะช่วยลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและอินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมลงได้

ได้ฟังอย่างนี้แล้วคุณคงไม่คิดจะนั่งอยู่เฉย ๆ ใช่มั้ยล่ะคะ มาออกกำลังกายกันเถอะสาว ๆ...

แพทย์เตือน "จิตตก" เสี่ยงมะเร็งถามหา

แพทย์เตือน "จิตตก" เสี่ยงมะเร็งถามหา

ความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายคนเรานั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าวันใดเกิดจิตตก เครียด วิตกกังวล ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้กลไกทางภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์ที่ผิดปกติก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีการสำรวจอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไว้ชัดเจน แต่ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราชชี้ให้เห็นว่า มีคนไข้ใหม่โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ราว 200-300 รายต่อปี ประมาณการว่าทั้งประเทศน่าจะมีประมาณ 1,000-1,500 รายต่อปี

สาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยังไม่ทราบแน่ชัด แต่แพทย์สันนิษฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Epstein-Barr virus ซึ่งได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

คุณหมอบอกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีกำเนิดมาจากเซลล์ในต่อมน้ำเหลือง โรคนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะของชิ้นเนื้อ ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) และชนิด Hodgkin disease (HD) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งสองชนิดจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นหลัก แต่ NHL อาจมีก้อนโตที่อวัยวะอื่น ๆ พบได้บ่อยกว่า เช่น ที่ลำไส้ ปอด สมอง เป็นต้น

"มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง (High Grade) ที่มีอาการปรากฏชัดเจน ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตเร็วร่วมกับมีอาการอื่น เช่น มีไข้ น้ำหนักลด และมีเหงื่อออกตอนกลางคืน ในขณะที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Low Grade) อาการของต่อมน้ำเหลืองจะโตขึ้นอย่างช้า ๆ และอาจไม่มีอาการอื่นเลย" คุณหมอ บอก

สำหรับในประเทศไทย มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่พบส่วนใหญ่จะเป็นชนิด NHL ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นชนิดย่อย ๆ อีกหลายชนิด แต่ละชนิดจะใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันบ้าง จึงมีความจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อและตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงชนิดที่แท้จริงของมะเร็ง อันจะนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ อาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ อาการที่เกิดขึ้นจากต่อมน้ำเหลืองโต สามารถเห็นและคลำได้ชัดเจน โดยตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ และขาหนีบ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นกับต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในร่างกาย เช่น ช่องทรวงอก ช่องท้อง ความรุนแรงของโรคมีความแตกต่างกัน โดยต่อมน้ำเหลืองที่เป็นมะเร็งจะโตเร็วมาก อาจแตกเป็นแผลและมีเลือดออกได้ และหากไม่ได้รับการรักษาแต่ต้น มะเร็งอาจแพร่กระจายไปสู่ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลทำให้การทำงานของร่างกายล้มเหลวถึงแก่ชีวิต

คุณหมอย้ำว่า คนเรามีเซลล์ผิดปกติที่พร้อมจะกลายเป็นมะเร็งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยร่างกายมีกระบวนการในการจัดการเซลล์ที่ผิดปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดมีจิตตก อาการเครียด กลไกทางภูมิคุ้มกันที่มีอยู่จะลดลง จนทำให้เซลล์ที่ผิดปกติเพิ่มจำนวนมากขึ้นและกลายเป็นก้อนมะเร็งในที่สุด

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง คือ พยายามปรับอารมณ์ไม่ให้เครียด วิตกกังวลจนเกินไป และหมั่นตรวจร่างกายสม่ำเสมอเป็นประจำ เพราะหากพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ การรักษาจะทำได้ดี แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ การรักษาอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

สำหรับเป้าหมายในการรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุดก็คือ การรักษาให้หายขาด แต่ถ้ารักษาให้หายขาดไม่ได้ก็พยายามรักษาไม่ให้โรคลุกลามต่อไป

ความเข้าใจผิดที่ว่าคนที่เป็นโรคมะเร็งควรงดอาหารประเภทโปรตีน เนื่องจากโปรตีนมีส่วนทำให้เซลล์มะเร็งให้โตนั้น คุณหมอยืนยันว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะร่างกายมีความจำเป็นต้องได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ อีกทั้งร่างกายจำเป็นต้องใช้โปรตีนในการซ่อมแซมความสึกหรอต่าง ๆ ของร่างกาย คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าเซลล์ปกติจะต้องขาดโปรตีนไปด้วย

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความซับซ้อนและแบ่งเป็นหลายชนิด รวมทั้งมีอาการหลายลักษณะ ซึ่งต้องใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องแม่นยำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ที่มา
ไทยโพสต์

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปริศนา “มะเร็งตับอ่อน” คร่าทั้งโนเบลแพทย์ และ “สตีฟ จ็อบส์”


สตีฟ จ็อบส์ (เอเอฟพี)


ราล์ฟ สไตน์มัน (เอเอฟพี)



ปริศนา “มะเร็งตับอ่อน” คร่าทั้งโนเบลแพทย์ และ “สตีฟ จ็อบส์”

แม้ชื่อ “มะเร็งตับอ่อน” เหมือนกัน แต่โรคร้ายที่คร่าชีวิต “ราล์ฟ สไตน์มัน” นักวิทย์โนเบลแพทย์ปีล่าสุด และ “สตีฟ จ็อบส์” กลับแตกต่างกัน สำหรับมะเร็งที่คร่านักวิจัยสหรัฐฯ นั้นร้ายแรงยิ่งกว่ามะเร็งที่พรากชีวิตอัจฉริยะแห่งวงการไอที แต่ถึงอย่างนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจในปริศนาของโรคนี้

ในระยะเวลาห่างกันไม่ถึงสัปดาห์ “ราล์ฟ สไตน์มัน” (Ralph Steinman) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาสรีรศาสตร์หรือการแพทย์ ประจำปี 2011 และ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) อัจฉริยะแห่งวงการไอที ต่างลาโลกด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน (Pancreatic Cancer) โดยสไตน์มันเสียชีวิตเพียง 3 วันก่อนหน้าประกาศผลรางวัลโนเบล ส่วนเจ้าพ่อไอทีจากแอปเปิล (Apple) เสียชีวิตให้หลังได้รับการวินิจฉัย 8 ปี แต่มะเร็งของทั้งสองคนแตกต่างกัน

ทั้งนี้ รายงานจากไซแอนทิฟิกอเมริกันระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนส่วนใหญ่ประมาณ 53% จะได้รับการวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นโรคนี้ก็เมื่อมะเร็งได้ลามไปมากแล้ว ในจำนวนนี้อัตรารอดชีวิตต่ำมาก ซึ่งมีเพียง 1.8% ของผู้ป่วยที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปนานกว่า 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งนี้แล้ว และสำหรับมะเร็งชนิดอัตราผู้รอดชีวิตนาน 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัยมีเพียง 3.3% เท่านั้น

ส่วนกรณีของจ็อบส์ที่มีชีวิตอยู่ต่อนานถึง 8 ปีหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งนี้ ไซแอนทิฟิกอเมริกันรายงานคำอธิบายจาก ลีโอนาร์ด ซอลท์ซ (Leonard Saltz) จากศูนย์บริการมะเร็งทางเดินอาหารของศูนย์มะเร็งเมโมเรียล สโลน-เคทเทอริง (Memorial Sloan-Kettering Cancer Center) สหรัฐฯ ว่าจ็อบส์เป็นมะเร็งชนิดที่ไม่พบบ่อยที่เรียกว่า "มะเร็งนิวโรเอ็นโดไครน์” (neuroendocrine cancer) ซึ่งเกิดจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อ โดยเนื้อร้ายจะเติบโตขึ้นช้าๆ และรักษาได้ง่ายกว่ามะเร็งชนิดอื่น

“การมีชีวิตหลายปีหรือแม้แต่เป็นสิบปีขึ้นไปในกรณีเป็นมะเร็งเอ็นโดไครน์นั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลก สำหรับมะเร็งชนิดนี้ที่จ็อบส์เป็นนั้นประเมินได้ว่ามีชีวิตอยู่ต่อได้เป็นปี แต่ในกรณีมะเร็งตับอ่อนทั่วไปนั้นจะอยู่ได้เป็นเดือนเท่านั้น เมื่อคุณเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดนิวโรเอ็นโดไครน์นั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างจากมะเร็งตับอ่อนอย่างมาก” ซอลท์ซกล่าว

กรณีของจ็อบส์นั้นมีชีวิตอยู่ต่อหลายปีตามลักษณะของมะเร็งที่เขาเป็น แต่ในกรณีของสไตน์มันผู้ค้นพบระบบภูมิคุ้มกันจำเพาะ (Adaptive Immune) จนนำไปสู่รางวัลโนเบลอันทรงเกียรตินั้นเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดที่มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย โดย ซาราห์ ชเลซิงเกอร์ (Sarah Schlesinger) ศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและสรีรศาสตร์ระดับเซลล์จากมหาวิทยาลัยรอคกีเฟลเลอร์ (Rockefeller University) สหรัฐฯ ซึ่งทำงานร่วมกับสไตน์มันกล่าวว่า สไตน์เป็นมะเร็งตับอ่อนที่พบได้ทั่วไปและเลวร้ายกว่าอย่างมาก

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามอย่างหนักในการพัฒนาการบำบัดและวินิจฉัยโรคมะเร็งร้ายทั้ง 2 ชนิดให้ดีขึ้น และพยายามหาคำตอบให้ได้ว่า เหตุใดผู้ป่วยคนหนึ่งอาจมีชีวิตอยู่ต่อได้นานถึง 8 ปี ขณะที่ผู้ป่วยอีกคนมีชีวิตได้เพียง 8 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ดี ตามรายงานวารสารไซแอนทิฟิกอเมริกันระบุว่า มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่พบน้อย เฉพาะในสหรัฐฯ ได้รับการวินิจฉัยว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นเพียงปีละ 44,000 ราย โดยราว 95% จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งชนิดเดียวกับสไตน์มัน และมีสัดส่วนอีกน้อยนิดที่เป็นมะเร็งชนิดเดียวกับจ็อบส์

ซอลท์ซยังชี้ลงไปอีกว่า ในส่วนของตับอ่อนยังประกอบด้วยอวัยวะ 2 ชนิด ซึ่งมีเนื้อเยื่อที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ในตับอ่อนนั้นมีมะเร็ง 2 ชนิดที่แตกต่างกันมาก โดยมะเร็งตับอ่อนชนิดที่เป็นกันมากเรียกว่า “อะดีโนคาร์ซิโนมัส” (adenocarcinomas) ซึ่งเกิดในบริเวณเนื้อเยื่อต่อมมีท่อของตับอ่อน และเป็นบริเวณส่วนใหญ่ของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตเอนไซม์ย่อยอาหาร ซึ่งจะส่งไปยังระบบทางเดินอาหารผ่านท่อพิเศษ อีกส่วนคือเนื้อเยื่อต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมนสู่กระแสเลือด ซึ่งมะเร็งของจ็อบส์เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อประเภทนี้

ส่วนมากผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อนมักจะเสียชีวิต เพราะมักจะตรวจพบในระยะท้ายๆ แล้ว อีกทั้งต่างจากมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ มะเร็งชนิดนี้จะไม่แสดงอาการของโรคในระยะแรกมากนัก ซึ่งซอลท์ซกล่าวว่า เขาค่อนข้างลังเลว่าอาการต่อไปนี้เป็นข้อบงชี้ของโรค ที่มีทั้งอาการปวดท้องส่วนบน น้ำหนักลด ไม่อยากอาหารและการอุดตันของลิ่มเลือด เพราะอาการเหล่านี้ค่อนข้างเป็นอาการทั่วไปที่ทุกคนสามารถเป็นได้ แต่หลายกรณีพบว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนหลังมีบางอาการยืดเยื้อหรือพบตัวบ่งชี้ที่ร้ายแรงอย่าง “โรคดีซ่าน”

มีหลายกลุ่มที่พยายามหาวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับอ่อน ด้วยความหวังว่าจะพบโรคแต่เนิ่นๆ ซึ่งในส่วนของ ฟิลิป อาร์เลน (Philip Arlen) ประธานและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทนีโอจีนิกซ์ออนโคโลจี (Neogenix Oncology, Inc.) บริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังหาทั้งวิธีวินิจฉัยและบำบัดมะเร็งตับอ่อน กล่าวว่าขณะนี้มีแรงกดดันมหาศาลให้มีพัฒนาการตรวจในเลือด ทั้งนี้ พบเครื่องหมายทางพันธุกรรม (genetic markers) คู่หนึ่งที่ปรากฏในมะเร็งตับอ่อน แต่ไม่พบในเนื้อเยื่อปกติ ซึ่งอดีตนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งสหรัฐฯ (National Cancer Institute) ผู้นี้กล่าวว่า เป้าหมายของบริษัทคือการพัฒนาชุดทดสอบคล้ายที่ใช้ทดสอบมะเร็งต่อมลูกหมาก

รายงานการวิจัยในไซน์แอนทิฟิกอเมริกันยังระบุว่า มีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามะเร็งตับอ่อนนั้นไม่ใช่โรคที่จู่โจมอย่างกะทันหัน ซึ่งหลังศึกษาการเพิ่มจำนวนการกลายพันธุ์ระดับยีนในเนื้อร้ายมะเร็งตับอ่อน นักวิจัยสรุปว่า โรคนี้ใช้เวลาในการสร้างเนื้อร้ายที่เป็นปัญหาประมาณ 7 ปี และใช้เวลาเกือบ 10 ปีในการเริ่มลุกลามสู่อวัยวะอื่น ด้วยความรู้นี้และการค้นหาอาการเริ่มต้นของโรค อาร์เลนมีความหวังว่าในที่สุดจะมีการพัฒนาวิธีคัดกรองโรคที่ไม่รุกล้ำร่างกายผู้ป่วย

ปกติเมื่อมะเร็งตับอ่อนถูกตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะถูกผ่าตัดออกไป แต่ถึงอย่างนั้นซอลท์ซจากศูนย์มะเร็งเมโมเรียล สโลน-เคทเทอริงกล่าวว่าโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาหลังจาก 1-2 ปียังมีอยู่สูงมาก และการผ่าตัดก็มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะว่าตับอ่อนนั้นฝังอยู่ลึกในช่องท้อง และยังแวดล้อมและเชื่อมต่อกับอวัยวะสำคัญหลายอวัยวะ และหากมะเร็งลุกลามไปแล้วอย่างกรณีของสไตน์นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลปีล่าสุด โดยทั่วไปก็จะรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด ซึ่งไม่ค่อยได้ผลสำหรับมะเร็งตับอ่อนทั่วไป เช่น ยาบางตัวอย่าง “เจมซิทาบีน” (gemcitabine) ซึ่งเป็นหนึ่งในยาที่สไตน์ได้รับนั้นไม่ส่งผลทางการรักษาในบางคน แต่ช่วยยืดอายุบางคนออกไปได้อีก 2-3 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงความแตกต่างระดับโมเลกุลในเนื้อร้ายของแต่ละคน

แม้ว่ามีสัญญาณเชิงบวกจากการบำบัดทางเคมี ซึ่งสไตน์มันก็มีผลการรักษาที่ดีขึ้น แต่เพื่อนร่วมงานของเขาเผยว่า สไตน์มันก็ยังคงใช้ชีวิตเหมือนมีมีดดาบจ่อคอหอยอยู่ เพราะเขาไม่รู้ว่ามะเร็งร้ายจะกลับมาอีกเมื่อไร ดังนั้น เขาจึงหันไปสนใจในสิ่งที่เขารู้ นั่นคือ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ซึ่งเรารู้ซึ้งว่าสิ่งสำคัญในการรักษาคือการเร่งระบบภูมิคุ้มกันให้รวดเร็วเพียงพอที่จะต่อสู้กับเนื้อร้าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ การทำให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถต่อสู้กับมะเร็งได้นั้นเป็นเป้าหมายของนักวิจัยหลายๆ คนมานานแล้ว แต่ตอนนี้มีทำได้ในมะเร็งผิวหนังบางชนิดเท่านั้น

ชเลซิงเกอร์กล่าวว่าหลังจากข่าวสไตน์มันเป็นมะเร็งตับอ่อนแพร่ออกไป ข้อเสนอวิธีบำบัดโรคก็หลั่งไหลมามากมาย และเขาได้ลองการบำบัดที่มีผู้เสนอมาทั้งหมด 8 วิธี โดยยาที่เขาใช้รักษานั้นผ่านการศึกษาระดับคลีนิคและการทดลองในคนแล้ว ในจำนวนวิธีการบำบัดทั้งหมดนั้นมียา 2 ชนิดที่พัฒนาขึ้นจากองค์ความรู้เกี่ยวกับ “เซลล์เดนไดรติก” (dendritic cell) ที่เขาค้นพบ โดยเซลล์ดังกล่าวทำหน้าที่สำคัญในการปลดปล่อย “ทีเซลล์” (T-Cells) ที่จะเข้าโจมตีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งคาดหวังว่าสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอและโปรตีนจากมะเร็งร้ายจะช่วยให้เซลล์เดนไดรติกกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เข้าโจมตีมะเร็งต่อไป

ซอลท์ซกล่าวว่าไม่แนะนำการปลูกถ่ายตับใหม่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน ถึงแม้ว่าการที่ตับทำงานล้มเหลวจะเป็นสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เสียชีวิต เพราะตับอยู่ใกล้ตับอ่อนมากและมะเร็งมักแพร่กระจายมายังอวัยวะส่วนนี้ แต่การรักษาด้วยวิธีการปลูกถ่ายตับนั้นยังไม่ใช่วิธีการรักษามาตรฐานและยังขาดหลักฐานสนับสนุนว่าวิธีนี้ได้ผล และถึงแม้ตับใหม่จะป้องกันตับทำงานล้มเหลว แต่ก็ต้องได้รับสารกดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันร่างกายปฏิเสธอวัยวะ อันจะเป็นการลดความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็งที่ยังเหลืออยู่ และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่า วิธีรักษานี้ทำให้จ็อบส์อายุยืนขึ้นหรือสั้นลง

ส่วนกรณีของสไตน์มันซึ่งมีการบำบัดรักษาที่หลากหลาย จนทำให้เขามีชีวิตอยู่นานกว่าปกติของโรคอยู่หลายปีนั้น ทางชเลซิงเกอร์เองก็ตอบไม่ได้ว่าวิธีใดกันแน่ที่ช่วยยืดอายุเพื่อนร่วมงานของเธอ แต่โดยส่วนตัวแล้วเธอเชื่อว่าเป็นผลจากการรักษาร่วมกันหลายๆ วิธี แต่สำหรับสไตน์มันแล้วเขาศรัทธาในเซลล์เดนไดรติกอย่างมาก และเชื่อว่าเซลล์ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น และเพื่อเข้าใจการทำงานภายในของมะเร็งตับอ่อนนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษาพื้นฐานในมนุษย์ให้มากกว่านี้

ด้านซอลท์ซชี้ว่าในปัจจุบันมีความพยายามที่จะเข้าใจความแตกต่างระดับโมเลกุลและพันธุกรรมในมะเร็งแต่ละชนิดให้มากขึ้น เพื่อเข้ารูปแบบการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายและการตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งอาจจะนำไปสู่การบำบัดรักษาที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่จะตัดสินได้ว่า เหตุใดผู้ป่วยคนหนึ่งมีชีวิตต่อได้ถึง 7 ปี ขณะที่อีกคนอยู่ได้แค่ 7 เดือนนั้น ขึ้นอยู่กับชีววิทยาของมะเร็งเหล่านี้


ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000129013

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะชนะมะเร็ง วิถีแห่งอโรคยาศาล ณ วัดคำปะมง

ธรรมะชนะมะเร็ง วิถีแห่งอโรคยาศาล ณ วัดคำปะมง


หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม


เราอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า "กาย" กับ "ใจ" มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก นั่นหมายถึงว่า หาก "ใจ" ป่วย เป็นทุกข์ "กาย" ก็ป่วยไปด้วย และในทางกลับกัน หาก "จิตใจ" เต็มไปด้วยความสุข "สุขภาพร่างกาย" ของคนผู้นั้นก็ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

และคำกล่าวนี้ก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง หลังจาก "หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม" สามารถค้นพบว่า "ธรรมะ" ซึ่งทำให้จิตใจบริสุทธิ์สามารถเอาชนะโรคร้ายที่เป็นมัจจุราชคร่าชีวิตคนทั่วโลกอย่าง "โรคมะเร็ง" ได้อย่างไม่น่าเชื่อ




ณ วัดคำปะมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นสถานที่ที่ถูกเรียกว่า "อโรคยาศาล" นั่นเพราะที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่วัดที่ทำหน้าที่คอยกล่อมเกลาจิตใจให้ชาวบ้านเท่านั้น แต่ "หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม" ผู้ซึ่งจำวัดยังที่แห่งนี้ ยังมีหน้าที่ดูแลสุขภาพให้ชาวบ้านด้วยวิธีการรักษาทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยา หรือเครื่องมือที่ทันสมัย แต่กลับได้ผลอย่างชะงัด

ทุก ๆ วัน ชาวบ้านจากที่ต่าง ๆ ซึ่งกำลังถูกโรคร้ายอย่าง "มะเร็ง" คุกคาม ต่างพากันหลั่งไหลมายังวัดแห่งนี้คนแล้วคนเล่า เพื่อหวังให้ "หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม" ช่วยบำบัดอาการเจ็บป่วยเหล่านี้ให้หมดสิ้น ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยขอเข้ารับการรักษาจากหลวงตามาแล้วกว่า 2 พันคน และหลายคนหายจากโรคร้ายราวกับปาฏิหาริย์ แต่ในขณะที่บางคน แม้จะรักษาโรคมะเร็งไม่หาย แต่การได้เดินทางมายังวัดแห่งนี้ กลับได้พบกับทางสว่างที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

หากถามว่า จุดเริ่มต้นของ "อโรคยาศาล" เกิดขึ้นมาได้อย่างไร คงต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ "หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม" ซึ่งยังใช้ชีวิตอยู่ในทางโลกได้เคยเข้ารับราชการในกรมชลประทาน ก่อนที่วันหนึ่ง จะได้เดินทางไปดูแลการก่อสร้างเขื่อนที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนได้มีโอกาสเข้าไปกราบหลวงปู่สิม พระเกจิชื่อดัง และเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ทำให้วันนั้น ท่านตัดสินใจหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ และออกแสวงบุญตามป่าเขา โดยไม่หันกลับมามองทางโลกอีกเลย




จนกระทั่งวันหนึ่ง หลวงตาได้ล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งโพรงจมูกในระยะร้ายแรง คณะแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้พยายามรักษาท่านทุกวิธีทาง ทั้งการฉายแสง ให้ยา และทำคีโม จนร่างกายทรุดโทรมแทบจะรับไม่ไหว ในครั้งนั้น หลวงตาคิดเตรียมจะละสังขาร เพราะไม่ปรารถนาจะทุกข์ทนกับความเจ็บปวดครั้งนี้อีกแล้ว

แต่แล้ว ในคืนหนึ่งที่ท่านนั่งสมาธิ ทำจิตสงบนิ่ง กลับพบว่า ความเจ็บปวดที่รุมเร้ามานานแสนนานกลับหายไปสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่า และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ท่านเริ่มค้นคว้าตำรายาสมุนไพรโบราณ และต้มยาดื่มเอง ร่วมกับการนั่งสมาธิวิปัสสนา และควบคุมอาหาร สุดท้ายแล้ว ในการตรวจสุขภาพครั้งต่อไปของหลวงตา แพทย์กลับต้องพบกับความประหลาดใจ เพราะไม่พบเซลล์มะเร็งในร่างกายของหลวงตาอีกเลย

ด้วยเหตุนี้ หลวงตาจึงได้ก่อตั้ง "มูลนิธิอภิญญาณ อโรคยาศาล" ขึ้นในวัดคำปะมง เพื่อหวังจะช่วยเหลือผู้ที่กำลังทนทุกข์อยู่กับมะเร็งโดยไม่คิดค่ารักษาแม้แต่บาทเดียว ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาให้หลวงตาช่วยรักษาล้วนเป็นผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายที่แทบจะไม่มีที่ไหนรับรักษาแล้ว แต่มาที่นี่ หลวงตาจะใช้ยาต้มสมุนไพรรักษาผู้ป่วยควบคู่กับการให้ "ธรรมะ" เพื่อกล่อมเกลาจิตใจผู้ป่วย รวมทั้งรักษาจิตใจของญาติพี่น้องผู้ป่วยให้พ้นจากความทุกข์ไปด้วย

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมใน "อโรคยาศาล" ช่างแตกต่างกับห้องสี่เหลี่ยมในโรงพยาบาลอย่างสิ้นเชิง เพราะที่นี่แม้จะมีผู้คนมากมายหลากหลายมาอยู่ร่วมกัน แต่ทุกคนกลับอยู่ด้วยกันได้เหมือนกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน สามารถพูดคุยกันฉันเพื่อน พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนพี่น้อง ที่นี่จึงเปรียบเสมือนเป็น "บ้าน" อีกหลังของผู้ป่วยที่กำลังสิ้นหวัง เพราะต่างคนต่างเห็นว่าแต่ละคนล้วนมีปัญหาไม่น้อยไปกว่าตัวเอง แต่คนอื่น ๆ ก็ยังสู้ ดังนั้นตัวเองจึงเกิดแรงผลักดันและกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไปเฉกเช่นคนอื่น ๆ

หลาย ๆ คนที่ได้รับการเยียวยาทางจิตใจ ได้รับความรัก ความเข้าใจ จาก "บ้าน" หลังนี้ กอปรกับการรักษาด้วยยาสมุนไพร และ "ธรรมะ" ก็ทำให้พวกเขาหายขาดจากโรคร้าย และต้องเสียน้ำตาในวันที่ต้องจาก "บ้าน" หลังนี้ไป แต่อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงนั้นต้องยอมรับว่า ยังมีผู้ป่วยอีกหลายคนที่เป็นโรคมะเร็งในระยะสุดท้าย และต้องจาก "บ้าน" หลังนี้ไปพร้อมกับลมหายใจของตัวเอง ซึ่งทุกคนล้วนรู้ตัวเองดี

แต่ทว่า ผู้ป่วยในชุมชนแห่งนี้กลับไม่มีใครเป็นทุกข์กับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เพราะหลวงตาจะคอยเทศนาธรรมะที่จะช่วยชี้ทางสว่างให้ทุกคนคิดได้ว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร หากวันแห่งความตายกำลังจะมาถึง เราจะเตรียมตัวตั้งรับกับมัน และใช้ชีวิตในช่วงเวลาสุดท้ายให้มีความสุขและสงบได้อย่างไร นั่นเพราะหลวงตาบอกเสมอว่า จุดประสงค์ในการรักษาโรคของหลวงตา ไม่ได้ต้องการให้ผู้ป่วยหายจากโรคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้ความทุกข์ในจิตใจของทุกคนมลายหายไปด้วยนั่นเอง

และ "ธรรมะ" ที่ "หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม" พร่ำสอนให้ผู้สิ้นหวังในชีวิตทั้งหลายมาตลอดเจ็ดปี ก็อาจเป็นคำตอบของชีวิตที่ใครหลายคนตามหามานานแสนนาน จนกระทั่งมาเข้าใจคำว่า "ความสุข" และ "ความสงบ" ที่แท้จริง ในวาระสุดท้ายของชีวิตก็เป็นได้

คลิป คนค้นฅน ธรรมะรักษามะเร็ง หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม แห่งอโรคยศาล









ที่มา
http://hilight.kapook.com/view/58920

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

อึวันละ 3 หน กันมะเร็งลำไส้ใหญ่

อึวันละ 3 หน กันมะเร็งลำไส้ใหญ่ (กรมประชาสัมพันธ์)

สุขนิสัยการขับถ่ายอุจจาระเท่าที่ได้เรียนรู้กันมา ก็จะแนะนำให้เข้าห้องน้ำถ่ายหนักกันอย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน ทั้งยังควรขับถ่ายให้เป็นเวลา แถมระยะหลัง ๆ ก็มีกระแสนาฬิกาชีวิต แนะเรื่องดี ๆ เพิ่มเติมว่า คนเราควรถ่ายอุจจาระในช่วงเวลา 05.00-07.00 น. เพราะเป็นเวลาที่ลำไส้ใหญ่กำลังทำงานได้ดี

หากทำได้อย่างที่กล่าวจนเป็นนิสัย จะห่างไกลปัญหาระบบขับถ่าย แต่ก็ต้องไม่มองข้ามการกินอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใย หรือไฟเบอร์ และดื่มน้ำอย่าต่ำกว่า 10-12 แก้วทุกวัน เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก้อนอุจจาระไม่แข็ง-ไม่ใหญ่จนทำให้ขับถ่ายลำบาก

อย่างนี้ อวัยวะที่ดูจะมีบทบาทเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระที่สุด ก็คงต้องเป็นลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีข้อมูลชวนรู้จาก ดร.ทอม อู๋ ดร.ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา กล่าวไว้บางช่วงบางตอนในหนังสือ 100 คำถามเจาะลึกเพื่อสุขภาพ แนะนำไว้ว่า หากต้องการลดโอกาสเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีหน้าตาที่สดใส และกระปรี้กระเปร่า ควรถ่ายอุจจาระวันละ 3 ครั้ง

เหตุผลเพราะลักษณะของลำไส้ใหญ่มี 4 ขยัก มีส่วนขึ้น ส่วนขวาง ส่วนลง และส่วนตรง การถ่ายอุจจาระวันละ 3 ครั้ง ช่วยให้ของเสียไม่คงค้างในร่างกาย ส่วนการขับถ่ายเพียงวันละครั้งจะระบายของเสียออกไปจากลำไส้ได้แค่ขยักเดียว

ส่วนการจะช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายทางลำไส้วันละ 3 ครั้ง จำเป็นต้องรับประทานสลัดผักสด 2 มื้อ ร่วมกับน้ำผักและผลไม้อีกสัก 4-6 แก้ว


ที่มา
กะปุก

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

“น้ำตรีผลา” เสริมภูมิ คาดอาจช่วยรักษามะเร็ง

กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย เตรียมระดมสมองผู้เชียวชาญ “สังคายนา” ยาสมุนไพรเกือบ 2 พัน ตำรับ หลังมีนักวิจัยพบน้ำสมุนไพร “ตรีผลา” เสริมภูมิต้านทาน อาจช่วยรักษามะเร็งได้


พญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ตามที่มีการสำรวจสมุนไพรที่มีการจดแจ้งทะเบียนตำรับยาทั่วประเทศ พบว่า มีสมุนไพร 1,927 ตำรับ ที่มีสรรพคุณใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด ตนจึงสั่งการให้คัดเลือกสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษามะเร็งทั้งหมดเพื่อแยกออกเป็นกลุ่มๆ ว่า สามารถรักษาโรคมะเร็งชนิดใดได้บ้าง จากนั้นจะมีการเชิญผู้รู้มาร่วมสังคายนาสมุนไพร เพื่อพิจารณาว่าแต่ละกลุ่มว่ามีสรรพคุณรักษามะเร็งได้จริงหรือไม่

“คาดว่า จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาประชุมเพื่อที่จะเริ่มพิจารณาจากสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านมก่อน เพราะจากการพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกลุ่มที่ใช้สมุนไพรไม่ซับซ้อน และจะใช้ประโยชน์ได้ดี และเมื่อมีการพิจารณาสมุนไพรทุกกลุ่มเสร็จแล้ว จะต้องมีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือไม่นั้น จะต้องดูว่าจะมีการนำสมุนไพรชนิดนั้นๆ ไปจำหน่ายหรือไม่ เพราะหากมีการจำหน่ายก็จำเป็นจะต้องขึ้นทะเบียนกับทางอย. แต่ถ้าหากหมอแผนไทยใช้ปรุงยาเพื่อรักษาผู้ป่วยก็สามารถทำได้เลย ไม่ต้องขึ้นทะเบียน” พญ.วิลาวัณย์ กล่าว

อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันการนำสมุนไพรมารักษาโรคมะเร็งเริ่มได้รับจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติมากขึ้น ทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯเองก็จะมีการส่งเสริมสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยรับรองแล้วว่ามีสรรพคุณที่จะรักษามะเร็งได้จริงด้วย ขณะนี้ก็กำลังส่งเสริมให้มีการดื่มน้ำ ตรีผลา ซึ่งมีส่วนผสมจากมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มีสรรพคุณช่วยในการเสริมภูมิต้านทาน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ ทั้งยังมีสรรพคุณในการชะลอการชราด้วย และนอกจากนี้ ยังพบด้วยว่า ตรีผลายังมีสรรพคุณในการยับยั้งและต้านเซลล์มะเร็ง หรือหากเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้วก็จะมีผลทำให้เซลล์มะเร็งโตช้า โดยมีผลวิจัยรองรับจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อนึ่ง สำหรับผู้ที่สนใจน้ำตรีผลาสามารถนำไปต้มดื่มเองได้โดยตวงสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด อัตราส่วน สมอพิเภก 100 กรัม สมอไทย 200 กรัม มะขามป้อม 400 กรัม จากนั้นนำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด ใส่หม้อผสมน้ำ 6 ลิตร ตั้งไฟต้มเดือด 30 นาที เติมน้ำตาลทราย 600 กรัม เกลือ 1 ช้อนชา หากเข้มข้นเกินไป ให้เติมน้ำสุกเพิ่มได้ ปรุงรสชาติที่ชอบ กรองผ่านผ้ากรองหรือกะชอน ใส่ภาชนะ สำหรับเตรียมดื่ม ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น แทนเครื่องดื่มทั่วไป เช้า กลางวัน เย็น

ที่มา
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000039241

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

คนไทยเจ๋ง...ตรวจหาโรคมะเร็ง ตับ ข้อเสื่อมได้โดยใช้ชุดน้ำยาตรวจหาโรค

คนไทยเจ๋ง...ตรวจหาโรคมะเร็ง ตับ ข้อเสื่อมได้โดยใช้ชุดน้ำยาตรวจหาโรค


“ชุดน้ำยาตรวจหาโรค” ผลงานระดับชาติ จากนักวิจัย มช.



นักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) พัฒนาชุดน้ำยาสำเร็จรูป จากกระดูกอ่อนของสัตว์ คุณสมบัติสามารถตรวจหาโรคข้อเสื่อม โรคตับ และมะเร็ง คว้ารางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ปี 2554 ระดับดีเด่น จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เล็งต่อยอดผลิตขายต่อต่างประเทศ

เป็นเวลากล่าว 20 ปีแล้ว ที่ รศ. ดร. ปรัชญา คงทวีเลิศ จากหน่วยวิจัยที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ และเซลล์ต้นกำเนิด ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะ ได้ทำการศึกษาวิจัย เพื่อแยกบริสุทธิ์โปรตีนชนิดหนึ่งจากกระดูกอ่อนของสัตว์ชนิดต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาชุดน้ำยาสำเร็จรูปเพื่อการตรวจวัดระดับ สารชีวโมเลกุลที่ชื่อ ไฮยาลูโรแนน หรือ ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronan, Hyaluronic acid, หรือ HA) ซึ่งสามารถใช้ในการคัดกรอง วินิจฉัย และติดตามผลการรักษาข้ออักเสบ ข้อเสื่อม มะเร็ง และโรคตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคตับแข็ง

“จริง ๆ แล้วคนไทยเป็นโรคตับเยอะมาก ติดอันดับโลกเลยทีเดียว และเนื่องจาก ผมได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาเอกเรื่อง ไฮยาลูโรแนน จากออสเตรเลีย เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว จากนั้นพอกลับมาเมืองไทย ก็เริ่มจับงานวิจัยชิ้นนี้ต่อ โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์ไบโอเทค รวมทั้ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภาคเหนือ (สวทช. ภาคเหนือ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ได้สนับสนุน ต่อยอดจนได้เป็นชุดน้ำยาสำเร็จรูปดังกล่าว” รศ.ดร. ปรัชญา กล่าว

ล่าสุดผลงานวิจัยเรื่อง “การวิจัยและพัฒนาพื้นฐานและประยุกต์ใช้โปรตีนยึดจับไฮยาลูโรแนน เพื่อการวินิจฉัยโรคข้อเสื่อม โรคตับและโรคมะเร็ง” ยังได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ปี 2554 ระดับดีเด่น สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

หัวใจสำคัญของชุดน้ำยาที่ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์นี้ คือโปรตีนที่ต้องแยกมาจากกระดูกอ่อน จากนั้น นำมาทำให้บริสุทธิ์ด้วยเทคนิคทางชีวเคมี ทำให้ได้สารสำคัญที่ใช้ในชุดน้ำยาดังกล่าว

“จากกระดูกอ่อนที่เหลือทิ้งตามตลาดหรืออุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ เราไปนำมาเพิ่มคุณค่าให้มากขึ้นอีก หลายเท่าตัว ปัจจุบันเราสามารถเตรียมโปรตีนชนิดนี้ ได้จากกระดูกอ่อนของ หมู วัว ไก่ และปลาฉลาม ซึ่งเป็นปลาชนิดเดียวที่ทั้งตัวมีแต่ กระดูกอ่อน จากการศึกษาวิจัยเราสามารถเตรียมโปรตีนชนิดนี้ได้บริสุทธิ์ และที่สำคัญ คือยังคงคุณสมบัติทางชีวเคมี ในการจับอย่างจำเพาะกับสารไฮยาลูโรแนน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้พัฒนาชุดน้ำยาสำเร็จรูปดังกล่าวได้”

จากความสำเร็จนี้เอง ทางคณะผู้วิจัย ได้ทำการจดสิทธิบัตรในประเทศไทย รวมถึงได้มีบริษัทของคนไทย ที่ดำเนินกิจการในประเทศสิงคโปร์ ได้ให้ความสนใจในการขอใช้สิทธิบัตรและองค์ความรู้นี้ เพื่อไปผลิตเป็นชุดน้ำยาที่ได้ มาตรฐานสากล ส่งไปจำหน่ายยังประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกา และอีกหลายประเทศในยุโรปอีกด้วย

งานวิจัยชิ้นนี้นับเป็นงานวิจัยที่เป็นผลงานประดิษฐ์คิดค้น ทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่นำของเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่า และสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสุขภาพ ซึ่งเป็นงาน “จากหิ้งสู่ห้าง” ได้อย่างแท้จริง


ที่มา
http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9540000038129